ทุเรียน ป่าละอู
ทุเรียน ป่าละอู
หลายปีมานี่ผมเสาะแสวงหาความอร่อยของผลไม้ที่ชื่อ “ทุเรียน” มาทุกฤดูกาล ไล่ไปตั้งแต่ภาคตะวันออกแถวๆระยอง, เมืองจันทร์, ปราจีนฯ แม้กระทั่ง หลง, หลิน จากต้นกำเนิด มันก็ยังไม่ถูกอกถูกใจกันซะทีเดียว ทุเรียนบางสายพันธุ์เมื่อนำมาปลูกในพื้นที่อื่นที่นอกเหนือจากพื้นดินเดิม บางครั้งบางคราวกลับได้รสชาติที่ผิดแผกแยกออกไปจากสายพันธุ์เดิม ส่วนจะไปทางหอมหวาน หรือหวานมันก็สุดแท้แต่สายเดิมเป็นหลัก
หลายครั้งที่เราไปดูทุเรียนที่เราคิดว่าสวยทั้งสีและลักษณะหนามกะว่าคงไม่พลาดผิดไปได้ สุดท้ายก็กลายเป็น “ทุเรียนอ่อน” ไปฉิบ คิดแล้วให้เจ็บกระดองใจซะงั้น แต่ก็ยังพอได้ยินที่บรรดา “พ่อค้า-แม่ค้า” ทุเรียนคุยกันว่า “เขาเคยขายทุเรียนเป็นหมื่น” อันนั้นมันก็เป็นราคาที่อาจเป็นไปได้กระมัง ถ้าทุเรียนเป็นสายเดิม แล้วก็เป็นต้นทุเรียนแก่แถบเมืองนนท์เท่านั้นถึงจะมีความเป็นไปได้ แต่เราลองมาคิดดูนะครับ “ทุเรียนลูกนึงเป็นหมื่น” รสชาติอาจโดดเด่นแค่ไหนครูไก่ก็ไม่ทราบ แต่จะกินเพียงเพื่อเอาไปคุย “ฟุ้ง” ในวงสนทนาเห็นที่จะลำบากมากมาย นั่นคงเพราะ “ลิ้นใครลิ้นมัน” ยากที่จะเปลี่ยนแปลง
จากสองหรือสามสายพันธุ์ที่มีอยู่ในท้องตลาด ในอดีต “ชะนี” คือพื้นเดิมที่ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำพอจะได้ลองลิ้มชิมได้…อีกระดับนึงในอดีตก็ไปที่ “หมอนทอง” ราคาจะสูงขึ้นไปพอควร ส่วนก้านยาวไม่ต้องคุยกันราคาพี่แกกระโดดไปไกลกว่าชื่อแรกหรือที่ถัดมา เมื่อก่อนทุเรียนเนี่ยการบริโภคโดยรวมก็พวกเรากันเองเนี่ยแหละ แต่ต่อมาภายหลัง “นักท่องเที่ยว” ติดอกติดใจในรสชาติพากันมารับประทานกันเป็นล่ำเป็นสัน เรียกว่า “ทัวร์ทุเรียน” หรือ “ทัวร์ผลไม้” กันเลย
กลับมาที่ทุเรียนอะไรที่ “ครูไก่” คิดว่ามันคุ้มทั้งรสชาติและราคา เรื่อง “ลูกละเป็นหมื่น” นั้นความอร่อยคงไม่ต้องพูดถึงมันคงจะเลิศไปทั้งระบบรับความรู้สึก แต่ถ้ามองถึง “ราคา” สำหรับผมมันคงไม่น่าสนใจเท่าใดนักหรอก…แต่ถ้ามีกระตังค์อยู่ในธนาคารเป็นฟ่อนๆก็อาจจะคิดดูใหม่อีกทีนึงนะครับ…ส่วน “ทุเรียนป่าละอู” มันแน่ขนาดไหนเชียวหรือ
อันที่จริงทุเรียนที่ป่าละอูเนี่ย มันมีชื่อเสียงมานานแล้วครับ เพียงแต่ชื่อเสียงที่ได้มานั้นมันดันไปฝากไว้กับนักท่องเที่ยวที่ไปพักผ่อนแถวๆ “หัวหิน” ซะนี่ ซึ่งมันก็เป็นจริงอย่างว่า เพราะผู้คนที่ไป “หัวหิน” เนี่ยคือไปเที่ยวกับพักผ่อน คงไม่มีใครที่อุตริที่จะคิดว่า “ไปหัวหินเพื่อไปกินทุเรียน” ว่ามั้ย
จากเส้นทางที่จะไป “วัดห้วยมงคล” เราก็สามารถไปเยี่ยมชม “น้ำตกป่าละอู” ได้แบบสะดวกสบายเป็นอย่างมาก จากแยกเข้าวัดห้วยมงคล ขับแบบสบายๆไปยังน้ำตกป่าละอูก็อีกราวๆ ชั่วโมงเศษ แล้วก็เส้นทางก็เป็นทางลาดยาง 2 เลนไปกลับ… เส้นทางที่ไปนั้นถ้าไม่รีบร้อนแล้วผมว่าธรรมชาติข้างทางมันน่าสนใจเอาเรื่อง ทั้งต้นไม้ ภูเขา ชาวบ้าน ของกิน… แต่ที่ต้องระวังก็คงเป็นสัตว์ใหญ่ที่เขาอยู่กันแถบนี้อยู่แล้ว นั่นคือ “ช้าง” นั่นเอง ถ้าใครโชคดีได้ไปจ๊ะเอ๋เข้าก็อย่าตกใจเจอข้างไหนขอให้ไปอีกทาง อย่ากดแตรหรือกระพริบไฟเป็นพอ
ชาวบ้านที่เขาอยู่แถวนี้เขาก็มีอาชีพเลี้ยงวัวกันมากโขอยู่ มีทั้งเนื้อทั้งนม รวมทั้งการปลูกพืชผักและผลไม้เพียบ แต่ที่กำลังฮือฮาและมีชื่อเสียงอยู่ ณ เวลานี้ก็ต้องทุเรียนนะครับ จากสภาพพื้นที่ซึ่งเป็นดินปนทรายปลายน้ำดังนั้นพื้นดินจึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุ เหมาะแก่การปลูกพืชที่ต้องการน้ำมากสักนิดนึง จากทุเรียน “สายเดิม” ของระยองพอมาหยั่งรากลงที่นี่…มันเข้าท่ามากครับ ระยองสายเดิม “หมอนทอง” อาจมีกลิ่นแรงเนื้อไม่เรียบเนียน มีใยมาก แต่พอย้ายทะเบียนมาป่าละอู กลายเป็นทุเรียนที่เนื้อละเอียดหวานมันพอดี กลิ่นไม่เด่นเท่ากับรสชาติ ใยมีเล็กน้อย เม็ดลีบ เปลือกบาง
แล้วที่สำคัญกลิ่นไม่ออกมานอกเปลือก พอก้านเริ่มเป็นร่องจะหลุดก็เตรียมตัวได้อีก 2 วันพอดีเป๊ะ…เนื้อไม่เละ หยิบไม่เปื้อนมือกลิ่นไม่แรง หวานตลอดลำคอ หากจะเคาะฟังเสียงก็ต้องดังโปร่งภายในเปลือกนะครับ นี่คือหมอนทองจากป่าละอู แต่กับก้านยาวก็ยังไม่เข้าใจถึงความแตกต่างมากนัก เพราะได้ชิมเพียง “เม็ดเดียว” หรือหลง และหลิน เห็นแค่เป็นดอกเท่านั้นเอง
ส่วนราคาจากสวนก็ 150 บาทต่อกิโลกรัมครับ พอเข้าหัวหินก็ 200 หรือเข้าเมืองก็ 250ต่อกิโลกรัม นี่คือของดีจาก “ป่าละอู” ครับผม
ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์

