ม.มหิดล ห่วง กินยาเกินจำเป็น

ม.มหิดล ห่วง กินยาเกินจำเป็น
แม้วิตามินเสริม ก็เป็นอันตรายได้

จากเดิมพบว่าโรคอุบัติใหม่ยังมีการศึกษากลไกการเกิดโรค และการใช้ยาอย่างจำกัด แต่ด้วยบทเรียนจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส  COVID-19 ระลอกแล้วระลอกเล่าที่ผ่านมา ทำให้ทุกคนบนโลกตระหนักดีว่า นับจากนี้ไป หมดเวลาแล้วที่จะใช้ชีวิตกันอย่างประมาท

และทุกคนทราบดีว่า การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คือปัจจัยพื้นฐานสู่การมีสุขภาวะที่ดี ซึ่งแต่ละคนมีความจำเป็นต่อการได้รับปริมาณสารอาหารที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับวัยและสภาพร่างกาย การสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงอยู่เสมอจึงเปรียบเสมือนการมีกองทัพที่คอยสะสมกำลังสำรองไว้ภายในร่างกายเพื่อเป็นแรงเสริมให้สามารถต่อสู้กับโรคร้ายได้อย่างไม่หวาดหวั่นทุกเมื่อ

“วิตามิน” แม้จะไม่ใช่ “ยารักษาโรค” แต่ก็สามารถใช้เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้ โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิงศยามล สุขขา อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลได้แนะนำถึงวิตามินที่สำคัญต่อการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก และภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งสามารถสร้างขึ้นได้เอง ผ่านการกระตุ้นจากแสงแดด ได้แก่ “วิตามินดี”

แม้ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนที่มีแสงแดดล้นเหลือ แต่กลับพบว่าเราใช้ประโยชน์จากแสงแดดกันยังไม่เต็มที่ ทั้งๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อหา แต่กลับพบปัญหาจาก “อุบัติการณ์ขาดวิตามินดี” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวิถีชีวิตที่ต้องอาศัยกันอยู่แต่ในอาคาร  เช่นในช่วงวิกฤติ COVID-19 ที่ต้องอาศัยกันอยู่แต่ในบ้าน

กลุ่มอายุที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือ “ผู้สูงวัย” ซึ่งเสี่ยงต่อการหกล้ม เนื่องจากมีกระดูกที่เปราะบาง และแตกหักได้ง่ายหากขาดวิตามินดี ลำพังจะหวังให้ร่างกายได้รับวิตามินดีจากการรับประทานอาหารตามปกติอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอจำเป็นต้องเสริมด้วยการรับประทานวิตามินดีเพื่อกระตุ้นภูมิฯ รวมทั้งให้ร่างกายได้รับแสงแดดตามธรรมชาติร่วมด้วย

ในทางกลับกัน การรับประทานวิตามินเสริมอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกสิ่ง โดยพบว่ายังมีโรคต่างๆ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในการรับประทานวิตามินดี เช่น โรคไตเนื่องจากการทำงานของวิตามินดีมีความสัมพันธ์กับการเพิ่มระดับแคลเซียมในร่างกาย นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการ “วิตามินดีเป็นพิษ” อาจสังเกตได้จากอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอ่อนเพลีย และยังมีอีกหลายโรคที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลผ่านการให้คำปรึกษาจากเภสัชกร ก่อนการนำวิตามินดีมารับประทาน

“การพัฒนายาให้เท่าทันต่อโรคอุบัติใหม่ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่จะรอช้าพึ่งพาแต่เทคโนโลยีจากประเทศที่เจริญกว่าและมีข้อมูลทางชีวภาพของประชากรที่แตกต่างกันไม่ได้ ซึ่งการจะพัฒนายาเพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ให้ได้ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาตินั้น จะต้องยึดหลัก SDGs ข้อที่ 12 ซึ่งว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน (Responsible Consumption and Production) ร่วมด้วย โดยหวังให้คนไทยใช้ยาด้วยความรู้เท่าทัน และสมเหตุสมผล”

ที่มา: มหาวิทยาลัยมหิดล