ทบทวนพุทธิปัญญา..ออกพรรษา
กว่า ท่านผู้อ่านจะอ่านตรงนี้ ก็น่าจะผ่าน วันออกพรรษา ไปแล้ว
หลายคน ที่ถือสัจจะพุทธมามกะ คือ “งดเหล้าเข้าพรรษา” ไม่ดื่มเครื่องดองของเมา แอลกอฮอลมา 3 เดือน ก็กลับไปใช้ชีวิตปรกติสุข
สุขคือ แฮปปี้กับ การดื่มตามปรกติ กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ของ คนกินเหล้ากินเบียร์ กลับมาดื่ม
ที่เกิด “พุทธปัญญา” ถือโอกาส “ลดเหล้า” กินน้อยลงต่อไปเรื่อยๆ สู่เป้าหมาย เลิกเหล้าถาวร เพื่อสุขภาพตัวเอง เพื่อความมั่นคงของครอบครัวลูกเมีย จะมีถึงสิบเปอร์เซ็นต์ไหม?
คนไทย นับถือพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ พนมมือกราบพระรัตนไตรสวดมนต์ทำบุญไหว้พระ..แต่สถิติการดื่มเหล้าเบียร์ เสพสุรา กลับมากขึ้นๆทุกปี แบบ เด็กโตมา ก็กระดกป๋องเบียร์..ชงเหล้าเข้าปากกันแล้ว
มนุษย์ก็ยังดื่มเหล้าด่ำดื่มในอบายมุข ผิดศีลข้อ5 นี้ในชีวิตประจำวัน
พิษอันตรายที่เกิดจากการดื่มเหล้าเมามายเป็นนิจ..พูดไปทำไมมี เพราะ ใครๆก็รู้อยู่แก่ใจ
คนที่กินเหล้าเป็นนิจ ร้อยทั้งร้อย คิดว่า ตัวเอง “เอาอยู่” ไม่เมาเละ แต่ยามนั้น กลายเป็น “เอาตัวไม่รอด”
ด้วยคนกินเหล้าเมามาย..ย่อมเสียการควบคุมสติสัมปชัญญะตัวเอง โทสะ โมหะ ราคะ กระทั่งสับดานดิบ อำมหิต ทั้งหลายจะเข้ามาสิงใจ ให้กระทำ “ล้ำเส้น”ในวูบไร้สตินั้น อันกลายเป็นการ “ก่อกรรม”ให้กับตัวเองและผู้อื่น
ร้อยทั้งร้อยของคนขี้เมา ทำผิดแล้วโดนจับ สร่างเมา ค่อยมีสำนึก .. ทำไปด้วย ชั่ววูบ
ไอ้..”ชั่ววูบ” นี่แหละ มันเป็นคำตอบสุดท้าย แห่งการกระทำผิดมหันต์มานักต่อนัก ทั้งก่อนหน้านี้เป็นร้อยๆปี และต่อจากนี้ไปอีกตลอดกาล
ทั้งที่ “ชั่ววูบ”..มันเกิดขึ้นเองได้ไหม?
บางที การมองแบบเซน คือ มอง นามธรรม ให้เห็นเป็นวัตถุรูปธรรม..ณ เวลานั้นๆ ก็อาจจะเห็น “กับดักแห่งเหล้าสุรา” มันวางไว้ระเกะระกะมากมาย ไปตามทางวิถีชีวิตของแต่ละคน
“กินเหล้า เมาแล้วขับ” โดนเป่าแอลกอฮอ กฎหมายแรงขึ้นทั้งจำทั้งปรับ ก็เป็น “กับดัก”ที่เจอได้ทุกสัปดาห์ นี่อย่างเบา อย่างหนัก ขับรถไป เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ทำตัวเองตาย ซ้ำยังทำคนอื่นตายด้วย ทั้งตายคู่ตายหมู่เทกระจาด เป็นข่าวเนืองๆ
ข่าวชาวบ้าน ผัวก๊งเมียก๊ง เมาได้ที่ มีทะเลาะ ทั้งตีกันหัวแตก จนถึงมีดเสียบกับตาย คนตายก็ตายไป คนอยู่เข้าคุก ลูกกำพร้ำ..ก็เพราะเหล้าตัวเดียว
กินเหล้าในผับ สะดุดเหยียบตีนใคร.. เบาก็เจ็บ หนักก็ตาย
กินเหล้า..เมาแล้วหื่น มีเงินไปถะถั่ง ก็เรื่องของมึง แต่มีเยอะ ที่ไปก่อคดีข่มขื่น เป็นฆาตกร
ถนน ชีวิตของ คนกินเหล้า จึง มีตั้งแต่ กับดักหนู กับดักหมาป่า จนถึง กับดักหมี ตามแค่เคราะห์กรรม
ที่แน่ๆ ..คนกินเหล้า จนเหล้ากินคน ยังไงก็ ตายเร็ว กว่าเวลาอันควร ทอนเวลาการอยู่กับคนอันเป็นที่รักน้อยลง
โรคบั่นทอนชีวิตบาน กวักสหายมะเร็ง เข้าประตูบ้านอยู่ไหวๆ
คนกินเหล้า ที่ยังเป็นลูก หากสักวัน ตายลงไป ไม่ว่าโดน”กับดักสุรา”อันไหน โดยเป็นการตายก่อนพ่อแม่..บาปหนา บาปมหันต์นะครับ
เพราะ ลูกที่ตายก่อนพ่อแม่นั้น เป็นสิ่งผิดธรรมชาติและผิดทางธรรม
ด้วยพ่อแม่ที่แก่แล้ว ยังคงอยู่ในโลกต่อไป ด้วยความทุกข์โศกไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต..นั่นคือกรรมแห่งทุกข์ที่ลูกกระทำต่อพ่อแม่
ผมเองวัยนี้ ก็ยังกินเหล้าดื่มเบียร์ ดั่งจิบน้ำชาเป็นการกินวัย เพื่อความสนุกยามส้งสรรค์กับเพื่อน จึงมิอาจสอนใครได้
พระพุทธเจ้าทรงโปรดสัตว์ มากว่าสองพันห้าร้อยปีแล้ว..คนเรายังไม่เชื่อ แล้วสำมะหาจะบอกใครว่า..อดเหล้า เลิกเหล้าเถอะ คุณภาพชีวิตจะดีขึ้น..หมามันยังไม่เชื่อเลย
พงศ์พันธุ์สุนัขขา คงโวย..มึง เอะอะอะไร ก็มาลงที่หมา..เมาเป็นหมา..หมายังไม่เชื่อ
ไอ้บ้า..มึงไม่รู้หรือว่า หมาไม่กินเหล้า
แค่มีจิต บันยะบันยัง กินลดลง น้อยลงจากที่เคย แค่นี้ ก็เป็นอานิสงส์อย่างยิ่งแล้วครับ
คนเราจะลดเหล้าลงได้ จนไปถึงอดและเลิกได้ ต้องเกิดจากสำนึกของตัวเองครับ
อีกเรื่องที่อยากเขียนคือ “การทำบุญออกพรรษา”ของพุทธมามากะทั้งหลาย
ออกพรรษา ก็ถึงฤดูกาล ทอดกฐิน ย่อมมีการ “บอกบุญ” แจกซองกฐิน ร่วมทำบุญ ทุกวงการพุทธมามกะ
ชื่อวัด ยังไม่สร้างพลังศรัทธาเท่ากับ ชื่อประธานกรรมการจัด ขอเป็นคนที่เรารู้จัก มีความมุ่งมั่นสูง เคยมีกิจกรรมผลงานทำบุญสัมฤทธิ์ผลมาแล้ว เรามั่นใจว่า เงินทำบุญจะถูกนำไปบูรณปฏิสังขรณ์ เป็นประโยชน์ของวัดต่อชุมชนนั้นๆ ก็ทำด้วยจิตศรัทธา
อย่าไหลไปกับ ซองกองกฐินผ้าป่าสามัคคี อย่าไป “ละลายเงิน” ถูกเอาเปรียบจากพวก18มงกุฎ ในความเป็นพุทธศรัทธาของเรา
ที่อยากจะเขียนถึง คือ “การทำบุญออกพรรษา” ที่เป็นจารีตปฏิบัติของชาวพุทธ แต่ทราบไหมครับว่า..พุทธมามกะเยอะเลย ที่ตกเป็น”เหยื่อ”ของพวกทำมาหากิน เอาเปรียบสารพัด
”จุดอ่อน”ที่พวกมันเจาะลึกเข้ามาเอาเปรียบ ก็คือ ความงมงาย /สะเพร่า ง่ายเข้าว่า/ ความไม่รู้(เพราะไม่สรรหาที่จะรู้) ของท่านๆผู้ชอบทำบุญทั้งหลาย
เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีโทรทัศน์ช่องหนึ่ง “ทะลวงถังสังฆทาน “ที่คนทำบุญซื้อมาถวายพระ ให้ดูกะจะๆ
ถังสังฆทานนั้น คงทราบโดยคร่าวๆ ว่า จะใส่เครื่องอุปโภคบริโภค อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค
มันใส่ น้ำดื่มขวดหนึ่ง (7 บาท) /ผ้าอาบน้ำสีเหลืองคุณภาพต่ำใสทะลุ (25บาท)/ ปลากระป๋อง 1 (18บาท)/ กระดาษทิชชูม้วน (9บาท) ,ยาหม่อง 1ตลับ(10บาท) ก้นถังพลาสติก( 30บาท) ทุกอย่างใส่กล่องต่างหากให้ดูดี ใหญ่ๆ แน่นๆ ยัดใส่กระดาษ ให้อัดนูนข้างบน ห่อกระดาษแก้ว ทุน 99 บาท ปิดราคา 250 บาท
นี่แค่sample ถังเล็ก ถังใหญ่ก็ใส่ของเพิ่ม ราคาเพิ่ม แต่วิธีการแบบเดียวกับ คือ เอาของห่วยๆ ราคาถูก มาใส่ในถังสังฆทาน ให้ซื้อไปถวายพระ
ถามว่า โดนโกงหรือเปล่า?..ก็ไม่เชิง เพราะ คนซื้อเต็มใจซื้อตามราคาที่แจ้งชัดเจน
คือ คนขาย หน้าด้านตั้งขาย ก็มีคนซื้อ ด้วยเอาง่ายเข้าว่า คนซื้อถังใหญ่ เป็นปลื้ม..ทำบุญมากกว่า เยอะกว่า คนซื้อถังเล็ก…แต่ ที่จริงคือ โง่กว่า สะเพร่ากว่า
พระรับไปตามพิธี แต่จะมีสักกี่ถังที่ถูกแกะออกมาใช้จริง (พระท่านก็รู้ว่า ข้างในมันห่วย) อย่างเลวๆ ลูกศิษย์วัด ขนไปขายคืนกับร้าน ราคาถูกหนักเข้าไปอีก เพื่อ “เวียนเทียน”กลับเป็นวงจร ไม่ต่างกับ อาหารถุง ที่มากมายเกินพอ
หรือ วัดกรุงก็ส่งถังสังฆทานไปให้ยังวัดต่างจังหวัด มอบพระภิกษุใช้ พระแกะออกมา..คงอดด่าไม่ได้ มากกว่าสวดมนต์อนุโมทนา
ที่สุด ถังสังฆทาน ก็เป็นเพียง “พร๊อบ”พิธีกรรมเชิงสัญลักษณ์การทำบุญ ตีค่าทำบุญตรงค่าเงินถัง ไม่ได้สนใจ “ข้างใน”
คนซื้อด้วยจิตศรัทธาทำบุญ คงได้บุญรอชาติหน้าที่กลวงโบ๋ คนที่รับประโยชน์เต็มๆ รวยชาตินี้ คือ ร้านขายถังสังฆทาน”ยัดไส้”แบบนี้
ทำได้ทำเองเถอะครับ ซื้อเหมาโหลมาแพ็คเอง ไม่ยากเลย
อีกที ก็ทำบุญ ทำสังฆทาน “สายตรง” ที่รพ.สงฆ์ หรือ รพ.จุฬาฯ ..ที่นั่นมีถังสังฆทานให้ “เวียนเทียน”เลยชัดๆ เราแค่”ใส่ซอง”ทำบุญตามแต่ศรัทธา เงินถึงการใช้จ่ายเพื่อพระสงฆ์แน่นอน
ทีนี้ก็มาเรื่อง ”ความงมงาย” ในการ ทำบุญ “ปล่อยนกปล่อยปลา” ของบรรดาพุทธมามกะ
เร็วๆนี้ ท่านๆคงอ่านข่าว ยายแก่ เอานกกระจอกเป็นๆใส่ถุงพลาสติกร้อนเจาะรู ไปขายหน้าวัด ให้คนซื้อ นกปล่อย ทำบุญ แกบอกว่า แกเพียงแม่ค้า รับมาอีกทีหนึ่ง (สมัยก่อน นกปล่อยใส่กรง เปิดให้บิน สมัยนี้ถึงกับใส่ถุงพลาสติกเป็นตัวๆ โหดกับสัตว์ ยังใช้ถุงพลาสติกพร่ำเพรื่อ ทำลายธรรมชาติอีก มันเฮี่ยจริงๆ)
ปีสองปีก่อน สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เคย เจาะทำข่าว เรื่อง ปล่อยนกปล่อยปลา..ได้บุญหรือบาป?
เบื้องหลัง การมาถึงวัด ถึงมือคนซื้อปล่อย ของนกกระจอกจนกกระจาบปล่อยพวกนี้ โหดร้ายจริงๆ
นกพวกนี้อยู่กันเป็นฝูง ลงมาตามทุ่งนา เขาเอาแหไปตลกจับทีเป็นร้อยถึงหลายร้อยตัว แล้วเอามาขังกรงไว้ นกเป็นสัตว์ที่ตกใจง่าย มันตายเบือกว่าครึ่งก่อน ยังมีนกง่อยเปลี้ย ปีกหนัก ที่ถูกคัดออกไป จะเหลือเพียงไม่ถึง 10เปอร์เซนต์เท่านั้น ที่จะแข็งแรงพอจะเอามาขายเป็นนกปล่อยหน้าวัด
นั่นเท่ากับว่า ที่เราเห็นนกสิบตัวหน้าวัด ฝูงของมันตายนับร้อยตัว เห็นร้อยตัว คือตายพันตัว!
พ่อแม่ลูก หลังทำบุญตักบาตรก็มาซื้อนกปล่อย หมดทุกข์หมดโศก หมดโรคหมดภัย มีความสุขแช่มชื่น โดยหารู้ไม่ว่า..ทำผิดกฎข้อแรกของศีล5..เบียดเบียนชีวิตสัตว์ มันเจ็บมันทรมาน เป็นบาปแน่นอน ไม่ใช่บุญ
เช่นเดียวกับการปล่อยเต่า ปล่อยปลาไหล ลงคลองใหญ่ ลงแม่น้ำ
เต่านา จับตามท้องนา มันเป็นเต่ากึ่งน้ำกึ่งบก โยนลงน้ำในแม่น้ำ มันก็จมน้ำตาย ปลาไหลเป็นปลาขุดรูในโคลน ลงแม่น้ำ ก็ไม่ใช่ที่อาศัยของมัน..ก็ตายเหมือนกัน…แต่คนมีความสุข ตอนปล่อยพวกมันลงน้ำ ด้วยว่าเป็นการทำบุญ ทำทานชีวิตสัตว์…ฆ่ามันน่ะไม่ว่า
เป็นการทำบาปจากความงมงาย ความไม่รู้
ถ้าไม่รู้ ก็ย่อมทำต่อไป ไม่ว่า ถวายถังสังฆทาน หรือ ทำบุญทานชีวิตสัตว์ ปล่อยนกปล่อยปลา
มันเป็นเรื่องที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ควรให้ความรู้ให้ พุทธมามกะมากมายพ้นความความงมงาย ความไม่รู้
วัดทุกวัดที่มีกิจกรรมเช่นนี้ ต้องเลิก เจ้าอาวาสต้องเทศน์ชัดๆ ติดป้าย”สร้างปัญญา” อย่าให้ ชาวบ้านต้องทำบาป ด้วยวัดเห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆน้อยๆ ในขบวนการ ผลาญชีวิตสัตว์เล็ก
ทำบุญด้วยความรู้ มีปัญญา อย่าศรัทธาอย่างเดียวครับ
แทนที่จะได้บุญ กลับเป็น การ”เสียค่าโง่”..”ทำบุญได้บาป”ไปซะงั้น
ยอดทอง

