อมยิ้มริมกรีน

ระบาย..ท่อไอเสีย เบื่อนักการเมือง

ผมเป็นคนรุ่นเก่า รู้สึกเบื่อมากกับ วิถีการเมืองในขณะนี้จริงๆ ครับ

พรรคการเมือง นักการเมืองล่อกันเละ ตกต่ำกว่าในอดีตจริงๆ

ยิ่งมี “งิ้วหลงโรง” ลิงเห้งเจีย ออกมาป่วนกระจุยกระจาย ไม่ได้มีจารีตอะไรกับเขาเลย

มันน่าเศร้าที่ว่า การว่างเว้นบทบาทของนักการเมืองมาถึง5ปี น่าจะเป็นบทเรียน เป็นสำนึกของนักการเมืองที่ต้องมีการพัฒนาขึ้นมาให้มีศักยภาพคุณภาพดีกว่าอดีต เพื่อเมื่อถึงเวลามีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง ประชาชนจะได้เฮ มีความสุข กับการเลือกผู้แทนเข้าสภา มีคณะรัฐมนตรีที่เต็มเปี่ยมกับศักยภาพในงานหน้าที่

ดูท่า จะไม่ได้เรื่องกว่าเดิมด้วยซ้ำ

นกระจอกแตกรังของ ส.ส.หญิงร่วมแสดง ละครน้ำเน่าในสภาหินอ่อน..โฮย เละเทะจริงๆ

สามัคคีในหมู่เหล่า เป็นสิ่งสำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด เพราะถ้าไม่มีสามัคคีกันแล้ว บังเกิดความแตกร้าว แตกแยก ก็จะสูญเสียทุกอย่าง ประชาชนจะไม่อาจจะอยู่อย่างสันติสุขร่มเย็นได้

เป็นวลีคำสอนวรรคทองเพื่อชนชั้นปกครองบริหารแผ่นดินให้ร่มเย็น ทุกยุคทุกสมัย

พูดได้ปาวๆ น่ะ ใช่เลย และ แต่มนุษย์ผู้แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ส่วนพวกตน มักปฏิบัติไม่ได้

ปรากฏการณ์ที่ชาวบ้านเห็น เพียงไม่กี่ก้าวของเส้นทางการเมืองของไทยหลังการเลือกตั้ง..มีแต่ความแตกแยก จาบจ้วงผลประโยชน์ก่อนสิ่งอื่นใด ที่นักการเมือง พรรคการเมือง แสดงให้เห็นก่อนทำงานเพื่อประชาชนด้วยซ้ำ

ประชาชนชาวบ้าน เสพข่าวการเมืองทุกวันทุกคืน ดูถ่ายทอดสดในสภาหินอ่อนแค่สองครั้ง..ต้องมานั่งส่ายหัวนั่ง ตาปริบๆ

พรรคการเมืองหลายพรรคประกาศว่า…ประเทศไทยต้องการประชาธิปไตยเต็มใบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อ ประชาชนชาวไทยจะได้ปลดแอกจากรัฐบาลเผด็จการ ที่ครองอำนาจรัฐมา 5 ปี.. ฟ้าจะได้สีทองผ่องอำไพ อำนาจสู่มือประชาชน ทุกคนทัดเทียมกันหมด

จะการันตีกับชาวบ้านได้อย่างไรว่า..ยุคการบริหารของพรรคการเมือง100% ประชาชนจะลืมตาอ้าปาก มีคุณภาพชีวิตที่ดี ประเทศมีความมั่นคง ดีกว่า ยุคสมัยที่รัฐบาล คสช.บริหารประเทศในเวลา5ปีกว่าที่ผ่านมา?

ตอนหาเสียงพูดอะไรก็ได้ โฆษณาชวนเชื่อก็ได้ แต่ตอนทำงานบริหารแผ่นดินนั้น..อีกเรื่องหนึ่ง

อำนาจอยู่ที่ประชาชนจริงหรือ?

ผมไม่เชื่อหรอก อยู่มาแก่ปูนนี้ รู้เช่นเห็นชาติ กับบทเรียนไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

นักการเมืองที่ค้านตะบันราด ทุกประเด็นก็เอามาด่าว่าเป็น ระบอบเผด็จการ ทั้งสิ้น จนไร้ราคาน่าเบื่อ

ขอยกตัวเอง เรื่อง animal farm ที่ยกมาเหน็บแนมด่า พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา ซึ่งไร้สาระสิ้นดี

เป็นพวกที่ไม่ประเทืองปัญญาด้วยการอ่านหนังสือให้แตก ดูแค่หน้าปก ดูรูป แล้วเอามาเป็นประเด็นที่ผิดๆ

…ไม่ใช่เสียคน แต่เสียหนังสือเขาหมด

animal farm นี้ ประพันธ์โดย จอร์จ ออร์เวลส์ นักเขียนอังกฤษผู้มีโด่งดัง ตั้งแต่ ค.ศ. 1945 หรือ พ.ศ.2488 เจ็ดสิบปีมาแล้ว หลังสงครามโลกครั้งที่2 จบหมาดๆ animal farm ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย มาทุกทศวรรษ จากนักแปลยุคต่างๆ เพราะเป็นวรรณกรรมอมตะของโลก ชื่อเรื่อง สำนวน ก็ว่าไปตามลีลาของผู้แปล แต่เนื้อหาชัดเจนว่า เป็นอุปมานิทัศน์

เพราะ animal farm เป็นวรรณกรรมระดับโลก ที่ตีแผ่วิถีแห่งการก่อเกิดอำนาจปกครอง ด้วยเนื้อหาล้ำลึก เป็นทั้งปรัชญา ตรรกะ ศาสตร์การเมือง จนกระทั่งสันดานแห่งการมีอำนาจของของมนุษย์นั่น มีขั้นตอน วิวัฒนาการ อย่างไร

ตัวละครต่างๆ ที่เป็นสัตว์ในฟาร์มนั้น ก็ล้วนเป็นตัวแทนของมนุษย์ ในวรรณนะ ชนชั้นต่างๆ โดยยกให้ หมู เป็นตัวแทน ชนชั้นปกครอง ด้วยเป็นสัตว์ที่ฉลาดที่สุดในฟาร์ม

เป็นชนชั้น ผู้นำระดับหัวกะทิที่ยึดอำนาจมาจากมนุษย์สำเร็จ ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ การปลุกระดมสัตว์ในฟาร์ม (หรืออาณาจักร) หมูก็คือนักการเมือง ผู้นำปวงชนแน่นอน

หมูตัวแรก คือผู้นำประชาธิปไตย แต่พอมีอำนาจในมือแล้ว วิถีการเมืองแปรผัน หมูนักปกครองตัวอื่นขึ้นมาเถลิงอำนาจ

อำนาจแห่งการปกครอง ถูกเปลี่ยนวิถี กลยุทธเรื่อยมา ตามสภาพสังคมในหมู่สัตว์ ตามความคิดที่ไม่ตรงกันของ หมูตัวอื่น ที่ไต่กระไดแห่งการเป็นชนชั้นปกครอง เพื่อการ ก็มีอำนาจปกครองเหนือสรรพสัตว์ในฟาร์ม

วิถีการเมืองนั้น เป็นตัวอย่างทั้ง ระบอบ เผด็จการ มีการกดขี่ การใช้กำลัง การมีอำนาจที่เหนือกว่าพลเมือง การได้สิทธิพิเศษของชนชั้นการเมือง พร้อมทั้ง วิธีการคิด ทำไม? อย่างไร? ละเอียดเสร็จสรรพ

กอบโกย เล่นพรรคเล่นพวก อยู่เหนือประชากรส่ำสัตว์ อ้างผลประโยชน์ที่ตักตวงคือ “ค่าจ้าง”

การปกครอง ก็มีตัวอย่างชัดเจนว่า คิดอย่างไร? ไปถึงจุดนั้นอย่างไร?

เนื้อเรื่องไหลไปเรื่อยๆ ไม่ได้โจมตีการเป็นเผด็จการ หากเป็นการชำแหละ “กะเทาะเปลือก” ชนชั้นนักการเมืองผู้แสวงหาอำนาจ และการกุมอำนาจ

วิถีกลยุทธแห่งนักปกครองรัฐ นักปกครองประชาชน ว่าจะทำอย่างไรให้รัฐและพลเมือง …”อยู่ในอำนาจแห่งการปกครอง” อันมีทั้งกุศโลบาย ที่ดี และวิธีใช้ความรุนแรง สยบคู่ต่อสู้ สยบการลุกฮือ

แต่โดยรวมแล้วคือ..การใช้อำนาจ..การแปรผันของอำนาจเมื่ออยู่ในมือคน(ตัวละครเป็นหมู)ประเภทใด วิถีการเมืองจะแปรผันเลวร้ายเป็น ยุคมืดŽ หรือ เป็น รัฐมั่นคง อยู่ที่ “ผู้นำ” ทั้งสิ้น

ชะตากรรมของพลเมืองส่ำสัตว์ ถูกหลอกหลอน ปั่นหัวจาก หมูนักการเมือง อย่างเดียวคือ..การกลับมาปกครองของมนุษย์ เจ้าของฟาร์มเดิม นั่นแหละ การสูญเสียอธิปไตยสัตว์ นรกยิ่งกว่าสัตว์ปกครองกันเองอีก

สัตว์ “สองขา” หรือมนุษย์เป็นศัตรู มาจากการปลุกระดมของหมูชราตัวที่ฉลาดที่สุด ที่ชี้นำว่า..มนุษย์คือพวกเลว เอาเปรียบสัตว์ เป็นปฐมบทแห่งการปกครองตนเองของสัตว์ในอาณาจักรฟาร์ม

สัตว์ชนชั้นพลเมือง ถูกสัตว์ชนชั้นนักการเมือง ผลัดกันŽขึ้นมาเอาเปรียบ ด้วยมี “อำนาจปกครอง” ในมือนั่นแหละ

สมัยที่ จอร์จ ออร์เวลส์ แต่งนั้น เขาเอาวิถีการเมือวงของสหภาพโซเวียตรัสเซียมาอุปมา ย่อมมีมนุษย์ชนชั้นปกครองที่มี ตัวตนจริง พระเจ้าซาร์ นิโคลัส อาจเป็นมนุษย 2ขา เจ้าของฟาร์มเริ่มแรก สตาลิน คือหมูแก่ ผู้ปลดแอกฟาร์มเป็นอาณาจักรส่ำสัตว์ มีสตาลินสืบทอด ครูเชฟ มีการก่อตั้งหน่วย เคจีบี ตัวละครเสริมเข้ามา คือชนชั้นนักการเมือง นักการทหาร ที่มุ่งแสวงหาอำนาจปกครอง ในวิถีและวิธีต่างๆ

แม้แต่ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้กำอำนาจบริหารรัสเซียแบบเบ็ดเสร็จในยุคนี้ (ทั้งที่เป็นสังคมนิยม เป็นคอมมิวนิสต์นะ) ก็ยังสามารถเป็นหนึ่งในตัวละคร animal farm ได้เลย..ทั้งที่วรรณกรรมเรื่องนี้ แต่งมาก่อน ปูตินเกิดด้วยซ้ำ…นั่นคือความเยี่ยมยอด

เป็นการชำแหละวิถีอำนาจปกครองของมนุษย์นักการเมือง นักการทหาร ได้อย่างอมตะ เป็นกงล้ออำนาจการเมืองที่หมุน ไม่หยุดในวิถีของอาณาจักร ของประเทศและชีวิตมนุษย์ไม่ว่ากาลใดก็ตาม

animal farm ไม่มีใครเป็นผู้ร้าย เป็นพระเอก หรืออัศวินม้าขาว ผู้มาปลดทุกข์เข็ญของปวงประชาส่ำสัตว์ หากแต่เป็น วิถีและวิธีการเมืองการปกครองกับอำนาจการปกครองเมื่ออยู่ในมือใคร ว่าไปก็คือการเล่าชะตากรรมของชนชั้นประชาชนต่างหาก

พิเคราะห์ บุคคล นิสัย สันดาน วิธีการนักการเมือง ผู้แสวงหาอำนาจปกครองนั้นๆ การใช้กลยุทธการเมืองแบบต่างๆ เพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ หรือเพื่ออะไร?

แล้วคุณจะทึ่งว่า..วิถีการแสวงหาอำนาจปกครองของนักการเมือง การใช้อำนาจปกครอง การแสวงหาผลประโยชน์จากชนชั้นการปกครอง..มันเป็นไปตามกงล้อนั้นเลย

ถึงขั้น พยากรณ์ อนาคตความเป็นไปของ อาณาจักรหรือของฟาร์มได้เลย

ชาวบ้านประชาชน เอาไปอ่านให้แตก ก็จะ รู้เช่นเห็นชาติว่า อำนาจการปกครองของชนชั้นการเมือง มันบิดเบี้ยวได้สารพัด มองเห็นเส้นทางล่วงหน้าได้เลย เพราะตัวอย่างอุปมาอุปมัยมี

ใครที่ เอาเรื่อง animal farm มาด่ากันมันส์ปาก หมูเผด็จการ หรือหัวเราะว่า พล.อ.ประยุทธ จันทรโอชา ชวนให้อ่านหนังสือเรื่องนี้ เหมือนด่าตัวเอง

เป็นพวก ดูแต่รูปหน้าปก อ่านแต่ปก มังครับ ไม่ได้ อ่านเอาเรื่อง อ่านทั้งเล่ม เพื่อประเทืองปัญญาตัวเอง

นักการเมืองล่อกันนัว ยังกับแสดงละครแก้ผ้าอวดประชาชน..กะมังน้ำข้าวนี้..กูจอง.. ก็เลอะเทอะแล้ว

ผมจั่วหัวว่า ผมคนรุ่นเก่า อีกไม่เกิน ยี่สิบปี แว๊บๆ ก็ไม่อยู่แล้ว ประเทศไทยไม่ใช่ของผม ชั่วกาลเวลา

คนหนุ่มสาว ที่ต้องมีชีวิตอยู่ให้นานกว่ายี่สิบปี..อยู่ให้ได้ ทนให้ได้ก็แล้วกัน

ยอดทอง