ประสบการณ์ตรง ปวดหลังร้าวลงขา

ผมเป็นคนหนึ่งในช่วงวัยรุ่นนั้นใช้ชีวิตมาอย่างหนัก ทั้งในเรื่องของการเล่นกีฬา การใช้ร่างกายในการทำงานหนัก ยกของแบกของในท่าทางที่ถูกต้องบ้าง ไม่ถูกต้องบ้าง ช่วงนั้นร่างกายสมบูรณ์ครับ ไม่บาดเจ็บ เพราะกล้ามเนื้อที่เราสร้างไว้นั้นยังแข็งแกร่งและสามารถปกป้องทุกอย่างไว้ได้

แต่เมื่อเราอายุมากขึ้น การออกกำลังกายที่ไม่ได้หนักเหมือนสมัยวัยรุ่น วัยเรียน มวลกล้ามเนื้อ มวลกระดูกเริ่มถดถอย ในขณะที่เรายังคงใช้ร่างกายอย่างหนักเหมือนเดิม เพราะคิดว่าเราก็ทำของเราแบบนี้มาตลอดก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร

ปัจจุบันผมอายุเกือบจะครบ 40 ปี ขอย้อนความกลับไปเมื่อผมอายุได้ 36-37 ปี เริ่มมีอาการปวดหลังมารบกวนบ้างเป็นระยะๆ เป็นๆหายๆไม่ได้มากมายอะไร จนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ผมตีกอล์ฟครับ หลายท่านคงเคยเป็นเหมือนกัน หลังตึง หลังแข็ง สวิงไม่ได้ดังใจ โทษสิ่งต่างๆรอบตัวไปต่างๆนาๆ แต่กลับไม่เคยมองถึงร่างกายที่อ่อนล้าของตัวเองที่ได้ทำงานหนักมาอย่างยาวนาน

ผมเริ่มเจ็บมากขึ้นแล้วผมก็ไปเกิดอาการเจ็บแปล๊บอย่างรุนแรงที่สนามกอล์ฟ ท่านที่ยังไม่เคยเป็นอาจจะไม่เข้าใจกับ “อาการเจ็บแปล๊บ หรือ รู้สึกช๊อตอย่างรุนแรง” ในบริเวณที่ปวด ช่วงประมาณข้อ L4-L5 กับ L5-S1 ตรงเอวแหละครับ

อาการในตอนนั้นคือช๊อตครับ ทุกอย่างต้องหยุด ปวดที่หลังแล้วก็รู้สึกปวดร้าวลงขาอย่างรุนแรง ขยับตัวได้ยากลำบากเพราะความเจ็บปวด จะทรุดตัวลงนั่งก็ทำไม่ได้ จะก้าวเดินก็ทำได้ยากเพราะความเจ็บนั้นมันมาจากภายในที่ระบบประสาทกับร่างกาย ที่ปกป้องและต่อต้านปะปนกันไป ค่อยๆขยับตัวทีละ 2-3 ก้าว เพราะร่ายกายนั้นได้รับความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต

ที่โรงพยาบาล ในครั้งนั้นผมได้รับการรักษาด้วยการกายภาพบำบัด ประคบร้อน ทำอัลตร้าซาวน์ และทำเลเซอร์ นอนโรงพยาบาลอยู่ 3-4 วัน ด้วยอาการที่แพทย์แจ้งว่าเป็นการหดเกร็งอย่างรุนแรงของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้ออักเสบ เพราะเอ็กซ์เรย์แล้ว กระดูกไม่มีอาการผิดปกติอะไร ก็ได้กลับบ้านด้วยอาการที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก

จากนั้นได้ไปพบกับหมอกายภาพบำบัดที่เชี่ยวชาญในเรื่องระบบประสาท ได้อธิบายให้ฟังว่าอาการแบบนี้เกิดจากปลายประสาทไปแตะเข้ากับหมอนรองกระดูก ย้ำครับ แค่แตะนะครับ ยังไม่ได้ทับ ทำให้เกิดปฎิกริยาอัตโนมัติจากทางร่างกายสั่งงานให้-ล็อกทุกท่าทางที่เราจะขับเขยื่อน เพื่อไม่ให้เส้นประสาทไปสัมผัสเข้ากับสิ่งรอบข้าง กล้ามเนื้อจึงหดเกร็ง เดินเอียงตัวเอียงโดยที่เราไม่รู้ตัว สาเหตุเกิดจาก กระดูกสันหลังคด อันเกิดจากพันธุกรรม หรือ อุบัติเหตุ ผนวกกับ กล้ามเนื่อที่คอยปกป้องเส้นประสาทนั้นด้วยประสิทธิภาพลง

อย่างที่บอกมาแต่แรกว่าร่างกายเราเป็นของเราอย่างนี้มาตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาออกอาการ เหตุผลคือกล้ามเนื้อเราไม่แข็งแรงเหมือนวัยรุ่น มันปกป้องเราไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ผมรักษากับคุณหมอท่านนี้ 2-3 ครั้ง อาการเจ็บปวกก็หาย แต่ก็จะย้ำเสมอให้ออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อด้วยการเดินในน้ำ หากไหวก็ให้ว่ายน้ำเลย

จากนั้นก็กลับมาทำงาน ขยับไวหน่อย ไปทำอะไรผิดท่าทาง ก็เจ็บแปล๊บ ก็แวะไปให้อาจารย์แกกดให้ ครั้งสองครั้งก็หาย

ให้หลังจากนั้นประมาณ 2-3 ปี ผมมีการเจ็บที่มากกว่าการเจ็บครั้งแรกกลับมาอีกครั้ง สาเหตุน่าจะมาจากการยกของ แบบว่าจำเป็นต้องทำเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้ หาหมอครับโรงพยาบาลอีกรอบ คราวนี้หนักถึงขั้นเท้าชา ปลายเท้าไม่มีแรงกระดก ปลายนิ้วเท้าทั้ง 5 ไม่ต้องห่วงครับ ไม่รู้สึก ขยับไม่ได้เลยสักนิ้ว…..

บทสรุปจากการทำ MRI บทคือหมอนรองกระดูกปลิ้นทับเส้นประสาท ครั้งนี้เป็นการกดทับชัดเจนที่กระดูกข้อ L4-L5และ L5-S1 หมอแนะนำให้ผ่าตัดทันทีเพราะหากทิ้งไว้นานกว่านี้ปลายเท้าที่ตก กับนิ้วเท้าที่ไม่มีความรู้สึก จะไม่สามารกลับมาใช้งานได้อีก

การผ่าตัดต้องเลือกเป็นแบบเปิดแผลกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อไปตัดเอาส่วนของหมอนรองกระดูกที่ปลิ้นมาออก ไม่สามารใช้การส่องกล้องได้ เนื่องจากต้องตัดกระดูกบางส่วนออกด้วย…..ใจนึงก็อยากจะผ่าตัดไปให้เสียรู้แล้วรู้รอด ขอเวลาหมอทำใจสักพัก พร้อมการทำกายภาพบำบัด ประคบร้อน ดึงกระดูก เลเซอร์ ควบคู่กันไป

จากนั้นเริ่มมองหาแพทย์ทางเลือกเพิ่มเติมโดยเริ่มจากการไปฝังเข็มที่โรงพยาบาลโดยแพทย์จีน ไปแทบจะวันเว้นวัน เข็มนี่ไล่ขนาดไปเลยตั้งแต่ความยาว 1 นิ้ว 2 นิ้ว และ 3 นิ้ว ปักเต็มร่างกายตั้งแต่กลางหลังลงไปจนถึงปลายเท้า ต้องขอบอกเลยว่าเจ็บและปวดมากๆ เหงื่ออกท่วม….หมอบอกไม่เจ็บๆ ปักจึ้ก….ไม่เจ็บๆปักอีกจึ้ก….อ้าวเจ็บเหรอ พอแล้วๆวันนี้…..แถมอีก.. จึ้ก

ในหนึ่งสัปดาห์ผมรักษาตัวแทบทุกวัน วันนี้นวดกดจุด(แบบที่ไม่ใช่หมอนวดทั่วไปนะครับ) วันนี้กายภาพ วันนี้ฝังเข็ม วนเวียนไปอยู่ประมาณ 3-4 เดือน เป็นช่วงเวลาที่ทรมาณมาก ทั้งเรื่องของความเจ็บปวดทางกาย ทำงานไม่ได้ พร้อมรายจ่ายที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

จนวันหนึ่งอ่านเจอกระทู้ในพันทิพ หัวข้อเค้าคนนั้นมีอาการเจ็บปวดเหมือนที่ผมเป็นทุกประการ ที่ผ่านการรักษามาก็เหมือนกัน แต่ตอนนี้เค้าหายแล้วด้วยการนวดกดจุด ผมเริ่มหาข้อมูลของหมอท่านดังกล่าวจนกระทั่งเจอเพจของคุณหมอท่านนี้ ไล่อ่าน ไล่ดูคลิปต่างๆ อ่านจนถึงคอมเม้นท์และคำวิจารณ์ต่างๆ ที่มีทั้งชื่นชม มีทั้งหวาดกลัว มีทั้งคนกล่าวหาว่ามาอวยกัน

ถึงตอนนี้ขาขวาผมเริ่มเล็กลงกว่าขาซ้ายอย่างเห็นได้ชัดทั้งที่เป็นคนถนัดขวา โดยยังมีอาการชา และกระดกปลายเท้าไม่ได้เหมือนเดิม ก็ได้แต่คิดว่าลองอีกสักครั้งจะเป็นไรไป เพราะยังไงหากไม่หายก็ต้องผ่าตัดอยู่แล้ว….

โทรครับ….เดี๋ยวนั้นเลย แต่คิวที่ผมได้นั้นห่างไปอีก 2 เดือน ครับ 2 เดือน ไม่ได้โอเว่อร์ หลังจากรู้ว่า คิว 2 เดือนเลยขอเล่าอาการให้หมอฟัง เผื่อแกจะบอกว่า เออ…อาการหนักนินา แซงคิวมาก่อนเลย….. สรุป ผลที่ได้คือ “คุณเป็นมาขนาดนี้ รออีก 2 เดือนไม่เป็นไรหรอกครับ รอได้…..” ครับๆว่าแต่กี่ครั้งหายครับหมอบ… หมอตอบเต็มปากเลยว่า 4 ครั้งหาย

โอ้แม่เจ้า……ความหวังกลับมาอีกครั้ง ดีใจมากที่ยังมีคนบอกว่าจะรักษาเราให้หายได้ แต่ยังคงก้มหน้าก้มตารักษาตามทางเดิมของเราอย่างต่อเนื่อง เพื่อรอเวลานัดที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แต่ที่กังวลเล็กๆอีกเรื่องก็คือที่หมอบอกไว้ว่า “ทนเจ็บไม่ได้…ไม่ต้องมา มาตามหมอนัดไม่ได้….ก็ไม่ต้องมา”

แต่จะมีอะไรต้องกลัว ความเจ็บปวดเราผ่านมาแล้วตั้งมากมาย ทั้งการเจ็บตอนที่เราปวดหลังเอง ทั้งการถูกฝังเข็ม ที่เข็มยาว 3 นิ้ว ก็ถูกจิ้มมาแล้ว สบายๆ เจ็บปวดไม่เคยกลัว ถ้าจะทำให้เราหายเจ็บป่วย กลับมาเดินเหิน ตีกอล์ฟได้เหมือนเดิม

ถึงวันนัดด้วยความไม่ประมาท ชวนพี่ไปด้วยคนนึงไปช่วยขับรถให้ ถึงเวลานัดเข้าไปในห้องเล็กๆ เหมือนกับห้องเช่าติดแอร์ขนาด 3×4 เมตร มีห้องน้ำในตัวอยู่ด้านในสุดของห้อง ด้านซ้ายเป็นที่นอนบางๆสีเขียว พร้อมเจ้าหน้าที่ 2 คน ริมผนังด้านขวามีม้านั่งยาวนั่งได้สัก 3-4 คน เราสองคนเข้าไปนั่งรอหมออยู่ตรงนั้น

สักพักหมอก็เดินเข้ามาสอบถามอาการของเรา แล้วคิดว่าจะรักษาอย่างไร แล้วก็ให้ผมถอดเสื้อแล้วนอนคว่ำหน้า แล้วก็เริ่มกดตรงจุดที่คิดว่าเป็นสาเหตุ

ปกติคอร์สนึงจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที ของผมผ่านไปได้ไม่ทัน 10 นาที ผมเริ่มทนไม่ไหวต่อความเจ็บปวด…….. กัดฟันแน่นอย่างเดียว…จนต้องเอ่ยปากขอ…หมอครับเจ็บมากครับไม่ไหวๆ หมอบอกโอเคๆ (แต่แกไม่หยุดนะครับ) หมอแกไปกดตรงอื่นต่อ….อ๊ากกกก( เอาไงดี…เราอยากพักสักแป๊บ เจ็บมากจริงๆ)

เอ่อ…หมอครับ ผมปวดฉี่….(จริงๆโกหก….เพราะเจ็บจนทนไม่ไหวต่างหาก) กลับออกมาก็โดนกดต่ออีก ร้องโอดครวญกันอีกหลายขนาน เสร็จแล้วแกให้ลองยืน ก้ม เดิน ผมก็ลองทำตามครับ…ผมก้มได้มากขึ้น เดินได้ดีขึ้น เอี้ยวตัวได้ถนัดกว่าก่อนนวด แถมไม่เจ็บมากแล้วด้วย ไม่น่าเชื่อ

สรุปคือแกบอกผมว่า อาการของผมเนี่ยเกิดจากหมอนรองกระดูกปริ้นไปทับเส้นประสาท โดยสาเหตุเกิดจากผังผืดที่ยึดเกาะระหว่างกระดูสันหลังแต่ละข้อมาเป็นเวลานาน รั้งกระดูสั้นหลังเข้าหากันนานเข้า นานเข้า หมอนรองกระดูกก็ค่อยๆปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทในที่สุด

สิ่งที่หมอได้ทำในวันคือการกดจุดเพื่อสลายผังผืดที่ยึดเกาะกระดูข้อที่มีปัญหา ก็คือ L4-L5 และ L5-S1 ให้แตกออก และเมื่อไม่มีตัวรั้งกระดูกเข้าหากัน หมอนรองกระดูกจะค่อยๆกลับเข้าที่ คลายตัวจากการกดทับเส้นประสาท

ส่วนขาขวาที่ชา และเท้าที่กระดกไม่ได้ ก็เกิดจากการกดทับเส้นประสาทที่หลัง ต้องใช้เวลาให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง จากนั้นนักอีกครั้งกำหนดหนึ่งเดือนหลังจากครั้งแรก

หลังจากนั้นผมมานวดอีกเป็นครั้งที่ 2 ในหนึ่งเดือนต่อมา วิธีการไม่ต่างไปจากเดิมครับ หมอจะจับไปตามเส้นที่คิดว่าเกี่ยวข้องกับอาการที่เราเป็น แล้วกดรีดไปเรื่องไล่ตั้งแต่ที่หลัง ไปจนปลายเท้าขวา ไม่ต้องกังวลครับ เจ็บมากเหมือนเดิม เผลอๆจะเจ็บมากกว่าครั้งแรกเสียอีก จุดที่ถูกกดจะเปลี่ยนที่ไป คืออยู่ลึกมากขึ้น หมอก็ต้องใช้แรงมากขึ้นด้วย….

เหมือนเดิมครับ กลับบ้านไปพักผ่อน ให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง อีก 1 เดือนเจอกันอีกครั้ง…..

หลังนวดครั้งที่ 2 กลับไป ผมมีความหวังยิ่งมีความหวัง ผมช่วยตัวเองในกิจวัตรประจำวันได้มากขึ้น หลังจากนอนเป็นคนป่วยติดเตียงมาหลายเดือน ….ทำอะไรก็เจ็บ ขยับทางไหนก็เจ็บ ปวดไปหมด เดินในบ้านนี่เท้าลากพื้นตลอด

การนวดครั้งที่ 3 การรักษาก็ยังคงหนักหน่วงครับ ยิ่งกว่าเดิมอีก เพราะหมอแกบอกว่า ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วต้องคลาสเส้นที่อยู่ตามข้อต่อต่างๆ โอ้แม่จ้าว….คิดภาพเอาไม้ที่ขนาดเท่านิ้วมือ ชุ่มด้วยน้ำมันไปขูด กึกๆ ตามข้อต่อกระดูก สภาพเหมือนเดิมครับ ร้องขอชีวิต…

หลังจากนวดครั้งที่ 3 เสร็จนี่แหละครับที่น่าสนใจ หมอบอกให้ผมกลับไปใช้ชีวิตตามปกติที่ผมเคยใช้มา….. “ห๊ะ…จริงดิ” หมอครับผมตีกอล์ฟได้มั้ยครับ “ได้” หมอครับผมวิ่งออกกำลังกายได้มั้ยครับ “ได้” ดีใจครับ ดีใจมากๆแล้วก็ย้ำอีกครั้งว่าอย่าหักโหมค่อยเป็นค่อยไป ให้ร่างกายได้ฟื้นตัวให้ดีเสียก่อน

แล้วครั้งที่ 4 ล่ะครับ…….หมอบอกว่านวดครั้งที่ 4 รอไปเลย อีก 2-3 เดือน ค่อยมา รออาการที่มันซ่อนอยู่โผล่ออกมา เราค่อยนัดกันอีกครั้ง…

หลังจากผมทำการรักษาในครั้งที่ 3 ไปเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 ผมเริ่มกลับมาฟื้นฟูร่างกาย เริ่มวิ่งเบาๆ เริ่มสร้างกล้ามเนื้อที่สูญเสียไป เริ่มเดินออกรอบตีกอล์ฟได้ครับ 18 หลุม จนกระทั่งกลับมาวิ่งทั้งขี่จักรยานได้อีกครั้ง สำหรับการวิ่งระยะมินิมาราธอน 10 กิโลเมตร ผมทำได้ใน 2 เดือนหลังจากนั้น

หลังจากเข้าสูปี 2562 ได้วางโปรแกรมการเข้าฟิตเนสไว้ แต่ยังไม่ต่อเนื่องเท่าที่ควร สำหรับอาการเท้าตกไม่มีแรงกระดก ตอนนี้ดีขึ้นมาก ปลายนิ้วขยับได้มากขึ้น ประเมินอาการแล้วน่าจะ 70-80 เปอร์เซนต์ เน้นการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย และการกายภาพด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าที่บริเวณเท้าเพื่อช่วยสร้างการรับรู้ความรู้สึกให้ดีขึ้น

แผนการอันใกล้ช่วง 1-2 เดือนนี้ อยากวิ่งในระยะ ฮาฟมาราธอน 21 กิโลเมตร ส่วนแผนระยะยาว 6 เดือน-1 ปีนั้น อยากวิ่งแบบฟูลมาราธอน 42.195 กิโลเมตร

ผลการดูแลร่างกายจะเป็นอย่างไร หลังจากเป็นคนป่วยนอนติดเตียงมาเกือบ 6 เดือน มีเวลาจะเอามาเล่าให้ฟังอีกครับ

อ่า…ลืมบอกไปหมอนวดกดจุดที่ผมรักษาใช้ชื่อในเฟสบุ๊คว่า… “หมอกร นวดแก้อาการ นวดจับเส้น กระดูกทับเส้น ปวดหลัง ปวดเข่า ไม่ต้องผ่าตัด” ใครสนใจเข้าไปดูกันได้นะครับ ในนั้นจะมีคลิปอธิบายผู้ป่วยอาการต่างๆอยู่ พร้อมทั้งบทวิจารณ์มากมาย

ออกกำลังกายกันนะครับ ก่อนที่จะป่วยแล้วต้องมาตามรักษา การสร้างกล้ามเนื้อขึ้นใหม่หลังจากที่มันเสียหายไปแล้วยากกว่า ทำสิ่งที่ดีอยู่ให้ดีขึ้นไปอีก