‘อติวิชญ์’ แชมป์ที่สิงคโปร์

‘อติวิชญ์’ แชมป์ที่สิงคโปร์
พรหมคว้าตั๋วลุยดิโอเพ่น

“โปรแจ๊ซซ์” อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์ ดาวรุ่งวัย 23 ปีจากหัวหินโชว์ผลงานเด็ดในรอบสุดท้ายก่อนคว้าแชมป์สิงคโปร์ โอเพ่น ด้วยการทำสถิติของทัวร์นาเมนท์ เฉือนชนะ เคซีย์ ดาวดังจากอังกฤษ และโยชิโนริ ฟูจิโมโตะ ผู้นำรอบสามจากญี่ปุ่น 2 สโตรก

เอเชียน ทัวร์ ร่วมกับ เจแปน กอล์ฟ ทัวร์ จัดศึกโคแซงชั่น รายการ เอสเอ็มบีซี สิงคโปร์ โอเพ่น เปิดฤดูกาล 2019 ชิงเงินรางวัลรวม 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 32 ล้านบาท แข่งขันระหว่างวันที่ 17-20 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่สนามเซนโตซ่า กอล์ฟ คลับ เซราปง คอร์ส พาร์ 70 ประเทศสิงคโปร์

ในรอบสุดท้าย “โปรแจ๊ซซ์” อติวิชญ์ เจนวัฒนานนท์ โชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจโดยเฉพาะในช่วงเก้าหลุมแรกที่ทำให้เขาขยับแซ.ขึ้นไปเป็นผู้นำและทิ้งอันดับสองถึง 3 สโตรก ก่อนเก็บ 2 เบอร์ดี้ในการเล่น 3 หลุมสุดท้ายคว้าชัยชนะรายการนี้ไปครองสำเร็จ

นักกอล์ฟวัย 23 ปีจากหัวหินจบสกอร์รอบสุดท้ายเข้ามาอีก 6 อันเดอร์พาร์ 65 รวมสี่วันคว้าแชมป์ไปครองด้วยสกอร์รวม 18 อันเดอร์พาร์ 266 ซึ่งเป็นสกอร์ 72 หลุมดีที่สุดของรายการ สิงคโปร์ โอเพ่น ซึ่งเล่นกันที่เซนโตซ่า กอล์ฟ คลับ ดีกว่าสถิติเดิมของ อดัม สก็อตต์ เคยทำไว้ 17 อันเดอร์พาร์ เมื่อปี 2010

“ผมมีฤดูกาล 2018 ที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ว่าเกมของผมยังคงดีต่อเนื่องมาหรือไม่ แต่ตอนนี้ผมมีความสุขมากที่มันยังคงอยู่” อติวิชญ์ กล่าวพร้อมทั้งยกเครดิตให้กับการจับกริพพัตต์แบบใหม่ซึ่งจับต่ำลงไปพร้อมทั้งเทคนิกจาก พีท โคเวน โค้ชคนใหม่ที่ช่วยให้เขาเอาชนะบนสนามที่สุดโหดได้” อติวิชญ์กล่าวหลังคว้าแชมป์เอเชียนทัวร์รายการที่สามในอาชีพ

“ดีใจมากๆ ที่ได้แชมป์รายการนี้ เพราะเป็นรายการใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยได้มา เป็นรายการโคแซงชั่นเจแปนทัวร์ด้วย และมีนักกอล์ฟในท็อป 50 อันดับโลกของโลกมาเล่นกันหลายคน โดยตอนแรกไม่ได้มองถึงแชมป์ตั้งเป้าคว้าตั๋วไปเล่นเมเจอร์ ดิ โอเพ่น”

โปรแจ๊ซซ์ ยังกล่าวอีกว่า ” เพราะการได้ไปเล่นในเมเจอร์รายการนี้เมื่อปีที่แล้ว ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ ได้เจอกับโค้ช พีต โคแวน ซึ่งเข้ามาปรับเปลี่ยนวงสวิงของผมให้ดีขึ้น จึงอยากไปอีกทำให้มีความสุขมากที่ทำได้ตามเป้าหมายอีกครั้ง และการได้แชมป์ถือเป็นโบนัสพิเศษ ทำให้อันดับโลกขยับขึ้นไปติดในท็อป 100 ซึ่งเพิ่มโอกาสในการเล่นรายการใหญ่มากขึ้น”

นักกอล์ฟไทยทำสกอร์รวม 72 หลุมดีกว่าอันดับสองร่วม 2 สโตรก โดย พอล เคซีย์ นักกอล์ฟอันดับยี่สิบสี่ของโลกจากอังกฤษจบสกอร์รอบสุดท้าย 65 เท่ากับ อติวิชญ์ และ โยชิโนริ ฟูจิโมโต จากญี่ปุ่นผูนำก่อนเข้ารอบสุดท้ายที่เก็บเบอร์ดี้หลุมสุดท้ายและจบวันด้วยสกอร์ 3 อันเดอร์พาร์ 68

“ผมมีความสุขกับฟอร์มการเล่นของตัวเองนะ เปิดโอกาสให้กับตัวเองถึง และสามารถเก็บพัตต์ได้ 2-3 ซึ่งรวมถึงพัตต์ที่หลุมสุดท้าย ซึ่งต้องบอกว่าสนามที่นี่อ่านกรีนยากมาก แต่มันก็เป็นสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม” เคซีย์ กล่าว โดยเขาเป็นนักกอล์ฟที่อันดับดีที่สุดในโลกที่ลงเล่นรายการนี้

ทางด้าน “โลมายักษ์” พรหม มีสวัสดิ์ เป็นนักกอล์ฟไทยอีกคนที่ผลงานดีในรายการนี้ โดยในรอบสุดท้าย พรหม หวดเข้ามาอีก 3 อันเดอร์พาร์ 68 รวมสี่วัน 9 อันเดอร์พาร์ 275 จบอันดับห้าร่วมหับ ดอยยอพ มุน จากเกาหลีใต้ แต่ได้สิทธิเข้าร่วมการแข่งขันรายการเมเจอร์อย่าง ดิ โอเพ่น แชมเปียนชิพ ครั้งที่ 148 ที่สนามรอยัลพอร์ตรัช กอล์ฟ คลับ ประเทศไอร์แลนด์เหนือในเดือนกรกฎาคมนี้

พรหม มีสวัสดิ์ กล่าวว่า “แฮปปี้ที่จะได้กลับไปเล่นในดิ โอเพ่น อีกครั้ง หลังจากเคยไปแข่งขันรายการนี้เมื่อปี 2011 ที่รอยัล เซนต์ จอร์จ ซึ่งได้ประสบการณ์ที่ดีกลับมา ครั้งนี้จะไปเล่นที่สนามรอยัล พอร์ตรัช จะมีกิรเดช อภิบาลรัตน์ และแจ๊ส ไปด้วยน่าจะได้ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป”

โลมายักษ์จากหัวหินยังกล่าวต่ออีกว่า “สำหรับผลงานในสัปดาห์นี้เล่นดีมาก พัตต์ก็โอเค สนามนี้กรีนใหญ่ พัตต์ต้องน้ำหนักดี ผิดพลาดน้อย โดยการพัตต์เบอร์ดี้หลุมสุดท้ายของวันนี้สำคัญมาก ทำให้สกอร์ขยับมาเป็น 9 อันเดอร์พาร์ และได้ตั๋วไปเล่นเมเจอร์ โดยรวมพอใจกับผลงาน นี่เป็นครั้งที่ 3 ที่จบใน 10 อันดับแรกในสนามแห่งนี้”

สำหรับผลงานนักกอล์ฟไทยคนอื่นๆ กัญจน์ เจริญกุล จบอันดับเจ็ดร่วมกับ เซอร์จิโอ การ์เซีย แชมป์เก่าจากสเปน ด้วยสกอร์รวมสี่วัน 8 อันเดอร์พาร์ 276, ภาณุพล พิทยารัฐ จบอันดับเก้าร่วมที่ 7 อันเดอร์พาร์ 276, ชัพชัย นิราช และ พชร คงวัดใหม่ จบอันดับสิบแปดร่วมที่ 5 อันเดอร์พาร์ 279

ภูมิ ศักดิ์แสนศิลป์ และสุรดิษ ยงค์เจริญชัย มีคนละ 4 อันเดอร์พาร์ 280 จบอันดับยี่สิบสี่ร่วม, ถิรวัฒน์ แก้วศิริบัณฑิต อันดับสามสิบแปดร่วมด้วยสกอร์ 2 อันเดอร์พาร์ 282, ประหยัด มากแสง อดีตแชมป์เมื่อปี 2017 และ ธันยากร ครองผา จบอันดับสี่สิบเจ็ดร่วมด้วยสกอร์รวมสี่วัน 1 อันเดอร์พาร์ 283