ดร.อุดม พลอยจินดา

ดร.อุดม พลอยจินดา
บริษัท พรปิยะฌาน โลจิสติกส์ จำกัด
บริษัท พรปิยะฌาน พอร์ท จำกัด
อดีต นายกสมาคมผู้ประกอบการขนส่งสินค้าทางน้ำ
“คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ฝันให้ไกล ไปให้ถึง”

ลำบากตั้งแต่เด็ก : ผมเกิดที่ปทุมธานี ตอนเด็กๆ ครอบครัว ทำไร่ ทำนา ทำอิฐ ใช้ชีวิตอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ได้ใกล้ชิดกับการเดินเรือ แล้วมาเป็นลูกจ้างจบแค่ ป.4 ก็มาเป็นลูกจ้าง เดินเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำงานในเรือ ผูกเชือก เปิดผ้าใบ เดินเรือ

ขายนาซื้อเรือ : อายุแค่ราว 14 – 15 ก็ขอให้แม่ขายนาซื้อเรือ เพราะทำนาทั้งปีได้แค่เกวียนละ 800 บาท หักลบกลบหนี้แล้ว ยังไงก็เหลือเงินแค่พอซื้อเสื้อผ้าได้ชุดเดียว ขายนาไปในยุคสมัยที่นายังราคาถูกๆ ไปซื้อเรือกระแชง ขนาด 1,000 ตัน ราคาลำละแสนเดียวเท่านั้นเอง พอเริ่มมีเรือลำแรก รับจ้างบรรทุกทราย หรือของอื่นๆ ทำให้มีรายได้เกือบทุกอาทิตย์ แต่ชีวิตเรือก็เริ่มเบื่อ

เปลี่ยนมาขึ้นบก : ทำเรืออยู่พักใหญ่ ก็เบื่อ อยากจะไปอยู่กับรถบ้าง เลยขายเรือซื้อรถมินิบัส ตอนนั้นวิ่งสายห้วยขวาง – เศรษฐการ แต่ไม่ได้ขับเอง จ้างเขาขับ เพราะขับไม่เป็น ไม่ถนัดทางด้านรถ เมื่อขับไปชนเขา เราก็ต้องจอด เขาขับมาชนเรา ก็ต้องจอด ทำให้ขาดรายได้จนไม่พอส่ง ต้องขายรถมินิบัสไปอีก แล้วกลับมาเป็นลูกจ้างอีกครั้ง

ลูกจ้างหัวใจเถ้าแก่ : ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่ จากเคยเป็นลูกจ้างในเรือ ก็ลองเปลี่ยนมาเป็นแมสเซ็นเจอร์ ทำงานเป็นลูกจ้างของบริษัทขนส่งทางน้ำ แต่ทำงานโดยคิดว่าตัวเองเป็นเถ้าแก่ ไม่เคยคิดว่าเป็นตัวเองเป็นลูกจ้าง หรือแค่ทำงานไปวันๆ ผมตั้งใจเก็บเกี่ยวประสบการณ์และความรู้มาเรื่อยๆ จนได้เปิดบริษัทเมื่อปี 2530

เปิดบริษัท พรปิยะ : ให้น้องเป็นผู้จัดการ ส่วนผมก็ยังต้องทำงานประจำอยู่ต่อไปอีกพัก
ธุรกิจของเราคือการรวมตัวของครอบครัว ผู้ชายทั้ง 3 คน มาช่วยกันทำ อยู่อู่ต่อเรือ ดูด้าน การเงิน การบัญชี การบริหารภายในออฟฟิศ ส่วนผมดูด้านการตลาด เราซื้อเรือตังเก มาดัดแปลงเป็นเรือลาก ราคา 6 แสน กู้มา 1 แสน ใช้เป็นเงินดาวน์ ให้พ่อเป็นกัปตัน ควบคุมเรือ ลากไปเป็นพวง จากแม่น้ำไปจนถึงเกาะสีชัง ขนาดราว 3 พันตัน นับว่าขนาดเล็กๆ ไม่ใหญ่เหมือนสมัยนี้ งานผมอยู่บนบก หาลูกค้าให้ อาศัยว่า เราเห็นธุรกิจนี้มาเยอะ รู้ว่ามันมีอนาคต ไปได้อีกไกล

พี่น้องรักกัน : ผมเป็นลูกคนโต จากทั้งหมด 6 คน ทุกคนเริ่มจากไม่มีอะไรเลย เริ่มต้นจากศูนย์ แล้วเราก็ช่วยกันทุกอย่าง กิน นอน อยู่บนเรือด้วยกัน ทำงานด้วยกัน ได้มาเท่าไหร่ก็เอามารวมกัน ต่อสู้ ฝ่าฟันอุปสรรค สร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยกัน จนเรามีเท่ากัน

คิดใหญ่ ทำใหญ่ : จากลูกจ้างมาเปิดบริษัท โลจิสติกส์ โดยเริ่มจากพี่น้องสองคนแรกก่อน ลงทุนกันคนละแสน ปีแรกทำได้กำไรหลักล้าน แล้วพี่น้องมารวมกัน ทำไป ขยายไป เมื่อไปจดทะเบียนบริษัทในปี 2538 ก็แบ่งเท่าๆ กัน มี พี่น้อง 6 คน ก็จด 6 แสนบาท พวกเราก้าวหน้าไปได้ เพราะเรามีพี่น้อง ลูกๆ ครอบครัว คอยให้กำลังใจ คอยให้ความอบอุ่น

เริ่มจากศูนย์อีกครั้ง : ถึงแม้ธุรกิจเราจะเริ่มโตขึ้นมาก แต่ในช่วงปี 2538 – 2539 เศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ บริษัทเราก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ด้วย ทำให้เราต้องกลับไปเริ่มจาก ศูนย์ ใหม่อีกครั้ง แต่พวกเราก็ฝ่าฟัน จนพลิกฟื้นขึ้นมาอีกรอบ

วิกฤติ คือโอกาส : ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เมื่อเรือเราบรรทุกถ่านหินเข้ามา แล้วไม่มีรถขนส่ง ช่วงนั้นทุกคนมีงานล้นมือ พืชไร่กำลังออกเยอะ จนไม่มีใครว่างมารับงานของเรา แล้วถ้าเราไม่ทำการขนส่งของที่อยู่ในเรือให้ทันตามกำหนด ก็จะเสียค่าปรับ ถ้าค้างไปอีกคืนก็จะเสียค่าใช้จ่ายอีกมาก จนรู้สึกอึดอัดใจ คิดว่าทำไมเราถึงไม่ทำขนส่งทางบกเองบ้าน จึงเริ่มซื้อรถพ่วง มาวิ่งรับงาน ขนส่งสินค้าของเราเอง และรับขนส่งให้กับบริษัทต่างๆ อีกด้วย

ธุรกิจพันล้าน : เรามั่นใจว่า ยอดขายของเรา แต่ละปีต้องได้ทะลุพันล้านบาท เรามีเครนลอยน้ำ อยู่กลางทะเล สินค้าเรารับอยู่ประมาณ 5 แสนตันต่อเดือน ส่วนใหญ่เป็น ถ่านหิน มันสำปะหลัง ถั่วเหลือง รับสินค้าจากเกาะสีชัง ขึ้นเรือมาส่งที่ท่า แล้วขนขึ้นรถไปไปส่งตามที่ลูกค้าต้องการ

วัดกันที่ผลงาน: บริษัทที่ทำธุรกิจแบบเดียวกันนี้มีอยู่พอสมควร ทำให้มีการแข่งขันกันสูง ถึงแม้บริษัทที่มีระวางเรือขนาดสามารถรับงานใหญ่ๆ ได้ มีอยู่ไม่กี่แห่ง เราเป็นหนึ่งในนั้นด้วย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะความสำเร็จของเรา ขึ้นอยู่กับคุณภาพและผลงาน ต้องทำงานแข่งกับเวลา ถ้าทำได้ตามกำหนด ผู้ว่าจ้างจะมีรางวัลให้ แต่ถ้าล่าช้าก็จะโดนปรับในราคาสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งเราก็ได้รางวัลมาโดยตลอด

น้องพาเรียนอีกครั้ง : ในวัยเด็ก ผมได้เรียนแค่ชั้น ป.4 ก็ต้องออกมาทำงานด้วยความจำเป็นในชีวิต แล้วก็เว้นเรื่องการเรียนไปอีกนานมาก เมื่อได้ทำงานจนประสบความสำเร็จแล้ว สิ่งหนึ่งที่คิดว่าเป็นเรื่องค้างคาใจสำหรับพวกเรา ก็คือ การศึกษาที่ขาดหายไป โดยน้องชายเริ่มกลับเข้าไปเรียนก่อน แล้วก็พาผมให้ไปเรียนด้วย จากที่เคยได้เรียนแค่ ป.4 ก็ค่อยๆเริ่มไต่เต้าเข้าเรียน กศน. พอถึงวันหยุด คนอื่นได้หยุดพัก แต่ผมต้องไปเรียน พวกเราพี่น้องค่อยๆ เรียนกันมาเรื่อยๆ จนจบปริญญาตรี พอน้องเรียนจบได้รับปริญญาแล้วเขาก็หยุด พอแค่นั้น

ยิ่งเรียนยิ่งชอบ : ถ้าอยู่บ้านเฉยๆ ก็รู้สึกเหงาๆ การได้ออกไปเรียน เหมือนกับได้ออกไปเจอเพื่อน และการเรียนยังเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผม โดยเฉพาะทางจิตใจ เมื่อเด็กๆ เราไม่มีโอกาสได้เรียนเลย เราไม่เงิน พ่อแม่เรายากจน

จบปริญญาเอก : ผมเรียนแบบผู้ใหญ่ อยากไขว่คว้าหาความรู้ เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็ก ไม่ได้เรียนแบบเด็กที่ถูกบังคับ ทำให้ผมเรียนแล้วสนุก ไม่มีเบื่อ จนเมื่อผมจบปริญญาตรี บริหารธุรกิจ จากสวนสุนันทา ปี 2555 ก็เข้าเรียนต่อปริญญาโท ที่ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และติดสินใจเข้าเรียนต่อจนจบในระดับ ปริญญาเอก จาก มหาวิทยาลัยอิสเทิร์นเอเชีย ในคณะรัฐประสาสนศาสตร์

ผลงานการวิจัย : ผมนำความรู้ และประสบการณ์ทางด้านโลจิสติกส์ การขนส่งทางน้ำ มาใช้ในงานวิทยานิพนธ์ โดยทำเรื่อง หลักจอดเรือ ระหว่าง อ.นครหลวง จนถึง เกาะสีชัง เป็นการวิจัยถึงความเหมาะสม ประโยชน์ที่จะได้รับ จากการสร้าง หลักถาวรสำหรับจอดเรือ เพื่อใช้ในการขนส่ง ช่วยให้เรือไม่ต้องจอด โดยทอดสมออย่างไม่มีจุดหมายชัดเจนแน่นอน แล้วไปเกี่ยวเข้ากับสิ่งของ ต้นไม้ หรือ ทรัพย์สินอื่นๆ ที่อาจจะสร้างความเสียหายได้ ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่เคยมีใครนำเสนอมาก่อน

เถ้าแก่ : เมื่อสมัยก่อน ผมเคยรู้สึกว่าตัวเองคิดแบบ เถ้าแก่ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่เมื่อได้เรียน ได้มีความรู้ทางด้านการบริหารจัดการ ก็กลายเป็นว่าคิดไปกันคนละอย่างเลย เพราะ เถ้าแก่หยุดงานไม่ได้ ต้องเป็นคนคอยออกคำสั่งอยู่ตลอดเวลา พอเริ่มงานก็ส่งเสียงตะโกนบอกลูกน้อง เถ้าแก่สั่งมาแค่ไหนก็ลูกน้องก็ทำแค่นั้น ส่วนผลลัพธ์จะออกมายังไงก็ไม่สนใจ เพราะลูกน้องไม่มีความผิด แต่เมื่อไหร่ที่เถ้าแก่ไม่อยู่ ไม่มีคนสั่ง ก็ทำงานกันไม่ได้ เถ้าแก่เจ็บป่วย เข้าโรงพยาบาล มีธุระ งานหยุดทันที

บริหารแบบ CEO : เมื่อเรียนแล้ว เราคิด เราทำงานแบบ CEO ใช้วิชาความรู้จากการเรียนไปทำงาน ถ้าไม่มีความรู้เราจะทำงานคนละอย่างกันเลย CEO ทำตามระบบของงาน PDCA (Plan ตรวจสอบ, Do ปฏิบัติ, Check ตรวจสอบ, Act การดำเนินการให้เหมาะสม) ทำในรูปแบบบริษัท ทำตามระบบของงาน ใครมีหน้าที่รับผิดอะไร ก็แบ่งงานกันทำ ไม่ต้องมารอคำสั่ง เป็นการบริหารที่ทันสมัย และใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธุรกิจขนส่งทางน้ำ : อนาคตยังสดใสอย่างแน่นอน ถึงแม้ประเทศเราจะมีเรืออยู่หลายพันลำ แต่ปริมาณการขนส่งก็ยังเยอะกว่า งานเรือยังทำไม่ทันกัน อยากให้คนเข้ามาเรียนรู้ในสาขานี้กันให้มากขึ้น เพราะยังมีโอกาสเติบโตไปได้อีกเยอะ ค่าตอบแทนกับการทำงานในธุรกิจโลจิสติกส์ทางน้ำค่อนข้างสูง ขณะที่ยังขาดแคลนกำลังคนอยู่อีกมาก แล้วแรงงานไทยก็มีน้อยอยู่มาก ทั้งๆ ที่ค่าแรงดีมากๆ ปัญหาหลักก็คือ การขนส่งทางน้ำ จะใช้แรงงานต่างชาติไม่ได้ เพราะขัดกับกฎหมายการควบคุมเรือ เราจึงต้องการพัฒนา คนไทย ให้มีศักยภาพในสาขานี้เพิ่มขึ้นมา เป็นงานสนุก ใช้ความชำนาญในด้านคลื่นลม หรือน้ำน้อย ก็จะเดินเรืออีกแบบ ใส่สินค้าให้น้อยลง ใช้ประสบการณ์แล้วถ้ามาสัมผัสกับงานจริงๆ สนใจจริงๆ ก็จะมีผู้มีประสบการณ์คอยสอนให้ แค่ไม่กี่เดือนก็เรียนรู้ได้แล้ว

ไม่ต้องกลัวตกงาน : อยากให้คนงานที่ตกงาน มาหาผม ไม่ต้องมีความรู้ก็ได้ ขอให้มีความตั้งใจ และว่ายน้ำเป็น คุณจะมีรายได้สามารถเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวได้แน่นอน เรือแต่ละลำ จะใช้ลูกเรือราว 3 – 4 คน กินอยู่ในเรือ ตื่นมาก็มีรายได้แล้ว หรือถ้าอยู่กันแบบ 2 คนผัวเมีย ก็ช่วยกันทำงานได้ทั้งหมด

ขยายธุรกิจต่อเนื่อง : เรามีเรืออยู่แล้วร่วมร้อยลำ ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ยังต้องจ้างเรือของคนอื่นเข้ามาร่วม แล้วก็คิดจะขยายกองเรือเพิ่มไปอีก ต่อไปเราอาจจะเป็นเรือค้าชายฝั่ง เพราะต่อไปสินค้าเทกองจะน้อยลง จะเป็นสินค้าที่มาเป็นตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า สินค้าที่เป็นตู้ จะหาท่าลงยาก หาสินค้าได้ยาก ส่วนสินค้าที่เราบรรทุกอยู่เป็นประเภทสินค้าเทกอง เช่น ถ่านหิน ปูนเม็ด มันสัมปะหลัง ยังใช้วิธีการขนส่งแบบเทกองอยู่ โดยคิดค่าขนส่งเป็นน้ำหนักต่อตัน

อยากช่วยเหลือสังคม : เมื่อผมมีความพร้อม ก็อยากทำงานด้านการเมืองบ้าง อยากอาสาเป็นน็อตตัวเล็กๆ สักตัว ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม อยากนำความรู้ ความชำนาญที่มี เข้าไปช่วยด้านการขนส่งทางน้ำ คนอื่นๆ อาจจะพูดกันในเรื่องการขนส่งแบบ ล้อ ราง อากาศ แต่ยังไม่ค่อยได้ยินใครพูดเกี่ยวกับการขนส่งทางน้ำ ซึ่งบ้านเรามีการขนส่งสินค้าเข้าออกผ่านทางน้ำจำนวนมากมายมหาศาล แต่ละปีสูงถึงร้อยกว่าล้านตัน แม่น้ำของเราก็มีหลายสาย สินค้าที่ไม่จำเป็นต้องขนส่งอย่างเร่งด่วน ซึ่งเอื้ออำนวยกับการขนส่งวิธีนี้ก็มีอยู่มากมาย การขนส่งทางน้ำสามารถขนได้ครั้งละเยอะๆ ช่วยลดต้นทุน ประหยัดพลังงาน ให้กับประเทศได้เยอะมาก

วิธีคิดเพื่อชีวิต : ทำตัวให้สบายๆ แล้วอย่าไปคิดอะไรมาก ออกกำลังกายบ้าง คบเพื่อนฝูงบ้าง ฟังเพลงบ้าง ทำชีวิตให้มีความสุข ถ้าทำตัวให้เครียด ชีวิตก็จะเครียด ช่วยเหลือสังคมบ้าง หากทำตัวเป็นคนแก่อยู่กับบ้าน ชีวิตก็จะเหงา

ยิ่งให้ ยิ่งได้ : ชอบเป็นผู้ให้ ชอบให้โดยไม่หวังอะไร ให้แล้วมีความสุข เช่นเวลากินอาหารแล้วรู้สึกว่า ตัวเองกินจะไม่หมด ก็จะไม่กินจนเหลือ แต่จะแบ่งเก็บไว้เผื่อแผ่คนอื่น
การให้ ไม่ได้หมายความแค่การให้ทรัพย์สิน หรือสิ่งจับต้องได้เท่านั้น ยังหมายถึง ให้ใจ ให้ความเป็นกันเอง ให้ความเป็นมิตร สิ่งไหนที่เราช่วยเขาได้ เราก็จะมีความสุข

เคล็ดลับความสำเร็จ : สำหรับผมแล้ว สิ่งที่เชื่อมั่นว่าจะทำให้ชีวิตก้าวไปสู่เป้าหมายมาตลอดก็คือ เราต้อง “คิดใหญ่ ไม่คิดเล็ก ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” ไม่ว่าจะเรื่องไหน ผมก็คิดให้ใหญ่เสมอ แล้วคิดให้ไกลเข้าไว้ และต้องพยายามไปถึงให้ได้ด้วยครับ