‘มอลินารี’ จารึกประวัติศาสตร์ให้อิตาลี

‘มอลินารี’ จารึกประวัติศาสตร์ให้อิตาลี

ฟรานเชสโก มอลินารี โปรจากอิตาลีเอาตัวรอดจากแชมป์เก่าอย่าง จอร์แดน สปีธ และ ไทเกอร์ วู้ดส์ ที่ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง ก่อนที่หนุ่มอิตาเลียนจะคว้าแชมป์บริติช โอเพ่น ไปครองสำเร็จในการแข่งขัน ชิงเงินรางวัลรวม 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 334 ล้านบาท ที่สนามคาร์นุสตี กอล์ฟ ลิงค์ส ในเมืองแองกัส ประเทศสกอตแลนด์

ด้วยวัย 35 ปี มอลินารี กลายเป็นนักกอล์ฟจากอิตาลีคนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์รายการระดับเมเจอร์มาครองสำเร็จหลังจบสกอร์รอบสุดท้าย 2 อันเดอร์พาร์ 69 รวมสี่วัน 8 อันเดอร์พาร์ 276 เฉือนชนะ จัสติน โรส, รอรี แม็คอิลรอย, ซานเดอร์ ชอฟเฟเล และ เควิน คิสเนอร์ 2 สโตรก

มอลินารี ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายมีสกอร์ตามหลังสามผู้ร่วมอยู่ 3 สโตรก โดย ชอฟเฟเล, คิสเนอร์ และ สปีธ ออกสตาร์ทด้วยสกอร์รวมคนละ 9 อันเดอร์พาร์

โดยเฉพาะ จอร์แดน สปีธ นักกอล์ฟอเมริกันที่ลงเล่นในฐานะแชมป์เก่านั้นมีลุ้นที่จะเป็นคนแรกที่ป้องกันแชมป์รายการนี้เอาไว้ได้ นับตั้งแต่ พาเดร็ก แฮร์ริงตัน นักกอล์ฟจากไอร์แลนด์เคนทำได้เมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ทว่า สปีธ มาแผ่วในวันสุดท้ายด้วยสกอร์ 76 และจบการแข่งขันที่สกอร์รวม 4 อันเดอร์พาร์

ขณะที่ ไทเกอร์ วูดส์ อดีตหมายเลขหนึ่งของโลกซึ่งเล่นก๊วนเดียวกับ มอลินารี ช่วงหนึ่งของรอบสุดท้ายนั้น ไทเกอร์ สามารถขึ้นไปนำเดี่ยวแต่สุดท้ายจบรอบด้วยสกอร์ 71 จบอันดับหกร่วมกับ เอดดี เพพเพอเรลล์ จากอังกฤษ และ เควิน แชปเพลล์ นักกอล์ฟอเมริกัน

มอลินารี ถึงแม้จะต้องเจอบรรดาแฟนๆรวมถึงกองทัพสื่อมวลชนที่ตาม ไทเกอร์ แต่ดูเหมือนไม่เป็นการรบกวนอะไร เพราะตลอดทั้งวันเขาไม่เสียแม้แต่โบกี้เดียว เป็นฟอร์มที่ดีต่อเนื่องหลังจากรอบสามในวันเสาร์หวดเข้ามา 65 แบบไม่เสียโบกี้เช่นกัน

ในรอบสุดท้าย มอลินารี ทำ 13 พาร์ติดต่อกัน ก่อนจะไปได้เบอร์ดี้ยาวบนกรีนหลุม 14 และได้เพิ่มอีกเบอร์ดี้ที่หลุม 18 จากนั้นเข้าไปสวมกอดกับแคดดี้แม้ต้องรอ ชอฟเฟเล ซึ่งเล่นตามหลังมาเล่นให้จบก่อนเพื่อยืนยันชัยชนะของเขาก็ตาม

ความสำเร็จของเขาเป็นการยุติชัยชนะในรายการระดับเมเจอร์ 5 รายการติดต่อกันของบรรดานักกอล์ฟอเมริกัน และเป็นการยืนยันผลงานอันยอดเยี่ยมของ มอลินารี เองหลังจากเพิ่งชนะ พีจีเอ แชมเปียนชิพ ที่เวนท์เวิร์ธ ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือนพฤษภาคาที่ผ่านมา และชัยชนะพีจีเอทัวร์รายการแรกในชีวิตในศึกควิกเคน โลนส์ เนชั่นแนล

“มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้พร้อมกับถ้วยคลาเรทจัก (ถ้วยแชมป์บริติช โอเพ่น) สถิติที่ผ่านมาของผมที่นี่นั้นแย่มากจนผมไม่สามารถคาดหวังถึงผลงานที่ดีในสัปดาห์นี้ได้เลย” มอลินารี กล่าว

“ผมภูมิใจมากสำหรับการเล่นในวันนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดสำหรับการเล่นก๊วนเดียวกับ ไทเกอร์ คือความท้าทายอย่างหนึ่ง เนื่องจากฝูงชนจำนวนมากจะเดินตาม แต่ผมรู้สึกดีตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนออกรอบแล้ว และรู้สึกว่าพร้อมมากกับความท้าทายที่ว่านี้”

นับเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจพอสมควรที่จะมีใครสักคนฉีกหนีจากกลุ่มนำได้ในสภาพสนามของ คาร์นุสตี ที่มีโอกาสสูงมากที่จะต้องเล่นเพลย์ออฟ เหมือนกับ 3 ครั้งหลังสุดที่ ดิ โอเพ่น แชมเปี้ยนชิพ มาเล่นที่สนามแห่งนี้และต้องจบด้วยการเพลย์ออฟ

เช่นเดียวกันกับการที่จะเป็นนักกอล์ฟชาติอื่นที่ไม่ใช่อเมริกันที่จะสอดแทรกขึ้นมาเป็นผู้ชนะได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจบรอบสามในวันเสาร์ เป็นนักกอล์ฟจากสหรัฐอเมริกาที่ยึดครองพื้นที่บนลีดเดอร์บอร์ดได้แบบเบ็ดเสร็จ

แต่สำหรับ สปีธ ที่เอาตัวรอดจากการเล่นลุ่มๆดอนๆในรอบสุดท้ายเมื่อปีที่แล้วก่อนจะคว้าแชมป์ที่ รอยัล เบิร์กเดล มาได้ แต่ในปีนี้นักกอล์ฟหนุ่มอเมริกันเล่นผิดพลาดเกินที่จะแก้สถานการณ์กลับมาได้ด้วยโบกี้ที่หลุม 5 ตามด้วยดับเบิ้ลโบกี้ที่หลุม 6 ยาวที่เขาตีช็อตสองไปตกพุ่มไม้รก

“เมื่อใดก็ตามที่คุณขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่มีลุ้น บางทีโอกาสมันก็เป็นของคุณ แต่บางครั้งมันก็ไม่ใช่” สปีธ กล่าว โดยเขาลุ้นที่จะเป็นนักกอล์ฟคนที่สามในประวัติศาสตร์ต่อจาก ทอม มอร์ริส จูเนียร์ และ ไทเกอร์ วู้ดส์ ที่ชนะเมเจอร์ได้ถึง 4 รายการก่อนอายุครบ 25 ปี

ส่วน ไทเกอร์ วู้ดส์ ถึงแม้จะไม่ใช่สุดสัปดาห์ที่เขาคว้าแชมป์เมเจอร์รายการที่ 15 ในชีวิตมาครองได้สำเร็จ และผลงานที่ คาร์นุสตี แสดงให้เห็นว่าเขากลับมาแล้ว โดยเฉฑาะในรอบสามที่นักกอล์ฟอเมริกันวัย 42 ปีหวดเข้ามาถึง 66

สกอร์ดังกล่าวส่งให้ ไทเกอร์ ขยับขึ้นมาอยู่ในกลุ้มลุ้นแชมป์ทันที และเขาทำได้ดีในช่วงครึ่งทางของรอบสุดท้าย ก่อนจะไปพลาดเสีย 3 สโตรกในสองหลุมที่หลุม 11 และหลุม 12 จากนั้นเขาไม่สามารถกลับมาได้และแชมป์บริติช โอเพ่น สมัยที่สี่ของ ไทเกอร์ ยังคงต้องรอต่อไป

“มันเป็นความรู้สึกที่อยดเยี่ยมที่ได้เป็นส่วนหนึ่งและสามารถสร้างหกทางไปสู่การกลับมาลุ้นแชมป์ได้อีกครั้ง วันนี้เป็นวันที่ผมมีโอกาสดีที่สุด” ไทเกอร์ อดีตนักกอล์ฟหมายเลขหนึ่งของโลกกล่าว

ชอฟเฟเล และ คิสเนอร์ นั้นต่างทำสกอร์รอบสุดท้ายเข้ามาคนละ 74 ซึ่งนั่นทำให้โอกาสลุ้นแชมป์เมเจอร์รายการแรกของเขาทั้งคู่หมดโอกาส

กลับไปที่ชัยชนะของ มอลินารี ที่เป็นนักกอล์ฟจากยุโรปนอกเหนือจากสหราชอาณาจักรเพียงไม่กี่คนที่สามารถคว้าถ้วยคลาเรทจัก ก่อนหน้านี้มี เฮนริก สเตนสัน จากสวรเดนที่ชนะที่ รอยัล ทรูน เมื่อปี 2016 และก่อนหน้านั้นต้องย้อนไปถึงปี 1988 ที่ เซวี บาเยสเตอรอส จากสเปนคว้าแชมป์มาครองสำเร็จ

การคว้าแชมป์เมเจอร์ของนักกอล์ฟวัย 35 ปีจากอิตาลียังเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศของเขาด้วย เป็นการก้าวข้ามผลงานในอดีตของ คอสแตนติโน ร็อคค่า ซึ่งได้รับการจดจำมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ตอนที่เขาแพ้เพลย์ออฟ จอห์น เดลีย์ เมื่อปี 1995

มอลินารี หวังว่าชัยชนะของเขาจะมาสามารถสร้างผลกระทบทางบวกในประเทศอิตาลีได้บ้าง หลังจากก่อนหน้านี้มีเพียง ฟอร์มูลาวัน เท่านั้นที่พอจะแย่งพาดหัวข่าวจากกีฬาฟุตบอลในอิตาลีได้บ้าง

“ผลงานในรอบที่แล้วเป็นข่าวใหญ่ในอิตาลี ผมคิดว่านี่เป็นความสำเร็จอีกขั้นหนึ่ง” มอลินารี กล่าว

“ผมหวังว่าในวันนี้จะมีเด็กๆหลายคนนั่งเฝ้าหน้าจอทีวีดูการถ่ายทอดสดกอล์ฟเหมือนในอดีตที่ผมเคยนั่งดู คอสแตนติโน เมื่อปี 1995 อย่างใกล้ชิด และหวังว่าเด็กๆเหล่านั้นจะได้แรงบันดาลใจเหมือนอย่างที่ผมเคยได้รับจากคลาเรทจักในครั้งนั้น”

สรุปผลบริติช โอเพ่น (สนามพาร์ 71)
276 ฟรานเชสโก มอลินารี (อิตาลี) 70-72-65-69
278 รอรี แม็คอิลรอย (สหราชอาณาจักร) 69-69-70-70
278 ซานเดอร์ ชอฟเฟเล (สหรัฐฯ) 71-66-67-74
278 จัสติน โรส (สหราชอาณาจักร) 72-73-64-69
278 เควิน คิสเนอร์ (สหรัฐฯ) 66-70-68-74
279 ไทเกอร์ วู้ดส์ (สหรัฐฯ) 71-71-66-71
279 เอดดี เพพเพอเรลล์ (สหราชอาณาจักร) 71-70-71-67
279 เควิน แชปเพลล์ (สหรัฐฯ) 70-69-67-73
280 โทนี ฟิเนา (สหรัฐฯ) 67-71-71-71
280 แมทท์ คูชาร์ (สหรัฐฯ) 70-68-70-72
280 จอร์แดน สปีธ (สหรัฐฯ) 72-67-65-76