ความอัศจรรย์จากรอยพระบาท
ความอัศจรรย์จากรอยพระบาท
มนุษย์ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ความจริงแล้วก็ไม่น่าจะเกิน 5000 ปีที่พอจะสืบสาวราวเรื่องของที่มาที่ไปได้ แต่ก่อนหน้านั้นคงจะอยู่กันแบบสิ่งมีชีวิตชนิดนึงบนพื้นโลกเท่านั้นเอง…อาหารคงจะมาจากการล่าและฆ่าเพื่อปากท้องของกลุ่มหรือฝูงเท่านั้น การจะเก็บออมคงไม่มีให้เห็นได้ง่ายๆ หรือถ้าจะมีมนุษย์กลุ่มนี้ต้องเลิศด้วยความคิดอ่านที่เหนือชนใดๆบนพื้นโลกก็ว่าได้…
เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงยุคปัจจุบันหรือก่อนหน้าราวๆ200กว่าปีมานี่ คนในแถบภูมิภานี้ยังคงเป็นมนุษย์ที่อาศัยธรรมชาติเป็นฐานของชีวิต หากแต่ในอีกซีกโลกคำว่า “อุตสาหกรรม”เกิดขึ้นมา แล้วก็มีการหาวัตถุดิบเพื่อป้อน “โรงงาน”อันจะนำให้เกิดการล่าเมืองขึ้นจากประเทศที่เรียกว่า “มหาอำนาจ”จะด้วยวิธีการใดก็ช่างประเทศที่ เป็น“มหาอำนาจ”ของโลกก็ทำการฮุบประเทศเล็กๆไปทั่วโลก สุดแท้แต่ใครจะได้อะไรมาเป็นของตนเอง แล้วก็เริ่มสูบเลือดสูบเนื้อเอาเหตุต่างๆมาอ้างเพื่อตัวเองจะได้กอบโกยเอาสินทรัพย์ไปเป็นของตนเอง…
บ้านเมืองเราเองก็แทบจะเอาตัวไม่รอดในห้วงวังวนของนักล่าทั้งหลายที่เรียกตัวเองว่า “ผู้เจริญ”แต่ความปราดเปรื่องของคนในชาติที่ทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอดของประเทศชาติ ในสมัยนั้นก็ย้อนกลับไปแค่ร้อยกว่าปีนี่เอง พระราชาของประเทศเราในช่วงเวลานั้นก็ “พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ”ลองหลับตานึกเอาเอง เราเลิกต่อสู้กับประเทศใกล้เคียงมาไม่นานนี่ โดยเฉพาะประเทศที่ตามประวัติศาสตร์ว่ากันว่ากับ “ประเทศสยาม” เราตีรันฟันแทงกันมาไม่รู้กี่ร้อยพันครั้ง พอล่วงเข้ารัชกาลที่ 5 สยามจะต้องรบกับ “คนที่มาจากอีกซีกโลก” ไม่ได้มีกองทัพช้างม้าเข้ามาแม้แต่ตัวเดียว… เขามีเพียงเรือรบที่เป็น “เหล็ก”มาปิดอ่าวหรือบางลำก็ล่วงเข้ามาถึงกลางใจของเมืองหลวง เช่นนี้ “พระพุทธเจ้าหลวง”ผู้เป็นประมุขของชาติในเวลานั้นท่านทรงเอาชาติให้รอดจากความเลวร้ายในเวลานั้นได้…อย่างไร
พอบ้านเมืองเข้าที่เข้าทางก็มาอีกแล้ว “สงครามโลกครั้งแรกและสอง” ก็มาจากไอ้พวก “อารยะชาติ”ทั้งนั้น คือความไม่ลงตัวของโลกทั้งสิ้น อยากจะได้ให้มาก อยากจะมีให้เพียบพร้อมสุดท้ายก็กัดกันเหมือนแมวแย่งชิงเนื้อที่มีอยู่น้อยนิด “ทีนี้ใครเดือดร้อน”ก็ประเทศเล็กๆแบบเรานี่แหละ เลือกดีก็อยู่ได้เลือกร้ายซวยกันทั้งชาติ…เวลาล่วงเลยมา 80 กว่าปีก่อนบ้านเราเมืองเราก็เหมือนคนง่อยเปลี้ยเสียขา พอจะมองไปทางใดก็ขาด เมื่อคิดจะทำอะไรก็ไม่รู้จะเริ่มกันอย่างไรดี…
คนไทยเอ้ย…นับจาก “พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่5” ที่ท่านทรงงานหนักหนานักกว่าจะมีวันนี้ หากไม่มี “ในหลวงรัชกาลที่ 9” เมื่อ 80 กว่าปีก่อนโน่น “ชาติเราจะอยู่กันอย่างไร” เพราะในขณะที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมัยนั้นไทยเราก็ถือเป็นประเทศที่อดอยากยากแค้นประเทศหนึ่งบนโลก แต่ประเทศไทยเราโชคดีที่มี “พระมหากษัตริย์”ที่มีความปราดเปรื่องในทุกๆด้าน จากประเทศที่เคยขาดแคลนเกือบจะทุกมิติของชีวิตที่พึงจะมี พลิกกลับฟื้นสู่ความอุดมสมบูรณ์ ประชาชนอยู่กันอย่างเป็นสุขเกือบจะทุกครัวเรือนก็ว่าได้ ส่วนใครที่ไม่สามารถจะประคองตัวเองให้เป็นคนดีได้ก็สุดแต่เวรแต่กรรมก็แล้วกัน ปล่อยให้ไปตายอย่างโดดเดี่ยวดีแล้ว…
ย้อนกลับมาที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ ความทุกข์ร้อนของผู้คนในขณะนั้นมากมายเหลือเกิน อีกศึกที่พระองค์จะต้องทรงฝ่าออกไปให้ได้พร้อมชาติและประชาชนของพระองค์คือ “การขยายลัทธิการเมืองที่แตกต่าง” ถ้าเราเป็นใครสักคนที่ต้องรับภาระนี้แบบพระองค์ท่านแล้ว “จะเอาชีวิตอยู่กับร่าง” อย่างไรกัน…ทั้งความทุกข์ยากของประชน ทั้งลัทธิการเมืองในขณะนั้นหากไม่ใช่พระองค์แล้วละก็ประเทศไทยจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร…บอกตรงๆนะ “ไม่อยากนึกถึง”
เอาละเวลานี้เราคนไทยต้องกลับมาอยู่กับปัจจุบันให้มาก ความระลึกนึกถึงพระองค์ที่เสด็จจากไปอย่างไม่มีวันกลับอีกแล้ว คงมีอยู่กับไปอีกนานนับปีหรือตลอดชีวิตก็เป็นไปได้ครับ แต่ ณ ปัจจุบันเราจะต้องผ่านห้วงเวลานี้ไปให้ได้ เพราะในความทุกข์ที่เราคนไทยมีกันอยู่นั้นควรแปรเป็นแรงผลักดันให้ชีวิตโลดแล่นต่อไปภายใต้พระราชดำรัสที่ประองค์ทรงพระราชทานไว้ก่อนหน้า หากเราสามารถนำเอาพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาคิดพิจารณากันให้ดีก็จะเห็นได้ว่าในแต่ละช่วงแต่ละเวลาที่พระองค์ทรงมีต่อประชาชน ความหมายของกระแสพระราชดำรัสล้วนมีความหมายที่ลึกซึ้งทั้งสิ้น…
ตำราในโลกนี้จะมีสักกี่ร้อยล้ายเล่ม หรือผู้ใดจะเขียนขึ้นด้วยใช้ศาสตร์แขนงใดก็ช่าง หาได้เทียบเคียงต่อสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มอบให้ประชาชนมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมา จาก 4,000 โครงการที่พระองค์ทรงพระราชทานต่อประชาชนตลอดพระชนชีพที่ทรงครองราชย์ และเป็นการพระราชทานแบบไม่หวังสิ่งใดตอบแทนกลับมา นี่คือพระมหากษัตริย์ที่ทรงทำเพื่อคนอดอยากยากจนของคนทั้งโลกโดยแท้…
ถึงแม้พระองค์จะทรงเสด็จจากคนไทยและคนทั้งโลกไปแบบไม่มีวันกลับอีกต่อไป ในช่วงเวลาที่มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ เชื่อว่าโลกทั้งโลกจะต้องหยุดและระลึกถึงพระองค์ต่อสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงมีต่อโลกใบนี้ นี่แหละครับประเทศเราแม้เป็นเพียงประเทศเล็กๆที่ในแง่ภูมิศาสตร์อาจมีความสำคัญอยู่บ้าง แต่ ณ ปัจจุบันการที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงงานหนักตลอดพระชนชีพทำให้ทั่วโลกได้รู้ได้เห็นถึงความยากลำบากของพระองค์…
งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์จึงเป็นงานของคนทั้งโลกก็ว่าได้…และนี่แหละคือความอัศจรรย์จากรอยพระบาทของพระองค์…
ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์
