ไม่มีหมวดหมู่

ชอฟเฟเล รุ๊คกี้ชาวอเมริกัน คว้าแชมป์ เดอะ ทัวร์

ชอฟเฟเล รุ๊คกี้ชาวอเมริกัน คว้าแชมป์ เดอะ ทัวร์
โธมัสรับโบนัส 10 ล้านเหรียญ

ซานเดอร์ ชอฟเฟเล รุ๊คกี้ชาวอเมริกันเอาชนะมือระดับบิ๊กเนมคว้าแชมป์แมทช์ปิดฤดูกาล เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ไปครองสำเร็จ แต่ จัสติน โธมัส คว้าโบนัสก้อนโต 10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สำหรับการครองแชมป์เฟดเอ็กซ์คัพ เพลย์ออฟ ประจำฤดูกาลนี้

ซานเดอร์ ชอฟเฟเล นักกอล์ฟวัย 23 ปี จบสกอร์รอบสุดท้าย 2 อันเดอร์พาร์ 68 และกลายเป็นรุ๊คกี้คนแรกในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์ เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ไปครองสำเร็จ โดยชนะ โธมัส 1 สโตรค ในการแข่งขันที่อีสท์ เลค กอล์ฟ คอร์ส

ด้าน โธมัส จบสกอร์รอบสุดท้ายเข้ามา 4 อันเดอร์พาร์ 66 ซึ่งเพียงพอที่จะส่งให้เขาคว้าแชมป์พีจีเอทัวร์ เพลย์ออฟ พร้อมรับโบนัสกลับบ้านมูลค่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 330 ล้านบาท

“ในฐานะนักกอล์ฟมันเป็นเรื่องบ้ามากที่ไม่สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้ แต่เมื่อตระหนักแล้วมันแทบไม่น่าเชื่อถึงเกียรติยศที่ได้รับ เพราะความจริงผมสามารถชนะในสิ่งที่พวกเราพยายามทำกันมาตลอดทั้งฤดูกาล” โธมัส กล่าว ในฤดูกาลนี้เขาชนะไป 5 รายการซึ่งรวมถึงเมเจอร์อย่าง พีจีเอ แชมเปี้ยนชิพ ด้วย

“ในฤดูกาลนี้ผมเล่นได้ดีเกือบทั้งฤดูกาล และมันเป็นเรื่องที่ดีมากที่ผมสามารถกลับมาเล่นได้ดีในบางรายการในช่วงเฟดเอ็กซ์ เพลย์ออฟ ซึ่งนั่นเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ผมคว้ารางวัลนี้มาครอง”

ครั้งหลังสุดที่ผู้ชนะ เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ แมทช์ปิดฤดูกาลอย่างเป็นทางการของพีจีเอทัวร์ และผู้ชนะเฟดเอ็กซ์ คัพ เพลย์ออฟ เป็นคนละคนกันนั้นเกิดขึ้นเมื่อปี 2009 ครั้งนั้นเป็น ฟิล มิคเคลสัน ที่ชนะแมทช์ปิดฤดูกาล ส่วนแชมป์เฟดเอ็กซ์คัพเป็นของ ไทเกอร์ วู้ดส์

จอร์แดน สปีธ เป็นอีกคนที่มีลุ้นแชมป์เฟดเอ็กซ์คัพกระทั่งรอบสุดท้ายของการแข่งขัน แต่ผลงานรอบสุดท้ายที่เขาทำเข้ามา 3 อันเดอร์พาร์ 67 นั้นไม่เพียงพอ เขาได้เพียงรองแชมป์เฟดเอ็กซ์เท่านั้น สปีธ มีคะแนนสะสมเป็นรอง โธมัส 660 แต้ม

“ถึงตอนนี้เขาคงเชื่อมั่นในตัวเองแล้วว่าสามารถทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นได้” สปีธ กล่าวยกย่องผลงานของ โธมัส “พัฒนาการอันยอดเยี่ยมที่เกิดขึ้นกับตัวเขาจนที่สุดแล้วจบฤดูกาลได้อย่างมหัศจรรย์ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากที่ได้เห็นอย่างนั้น”

เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ เป็นรายการสุดท้ายจากทั้งหมดสี่รายการในช่วงเฟดเอ็กซ์คัพ เพลย์ออฟ ซีรีส์ และนับเป็นรายการปิดท้ายของแคมเปญเป็นฤดูกาลที่ 11 ติดต่อกันแล้ว และชัยชนะของ โธมัส นับเป็นการปิดฤดูกาลอันยาวนานอย่างเป็นทางการ โดยซีซั่นนี้เปิดฉากมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้วที่แคลิฟอร์เนีย

ก่อนจะเข้าการแข่งขันรายการสุดท้าย มีนักกอล์ฟ 5 คนมีลุ้นที่จะคว้าแชมป์เฟดเอ็กซ์คัพซึ่งรวมถึง โธมัส ด้วยแต่ต้องชนะ เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ให้ได้ ทว่า ชอฟเฟเล ไม่ได้เข้ากฏเกณฑ์ดังกล่าว อีก 4 คนที่มีลุ้นคือ สปีธ, ดัสติส จอห์นสัน, มาร์ค ลีชแมน และ จอน ราห์ม

สุดท้ายเป็น ชอฟเฟเล่ ที่คว้าแชมป์ เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ไปครองด้วยสกอร์รวม 12 อันเดอร์พาร์ 268 เฉือนชนะ โธมัส 1 สโตรค อันดับสามเป็น รัสเซลล์ เฮนลีย์ และ เควิน คิสเนอร์ ที่ทำเข้ามาคนละ 10 อันเดอร์พาร์ 270

พอล เคซีย์ นักกอล์ฟจากอังกฤษที่ออกสตาร์ทรอบสุดท้ายในฐานะผู้นำมีปัญหาตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการเสียสองโบกี้ติดต่อกันในช่วงเก้าหลุมแรก ก่อนจบรอบสุดท้ายเกินไป 3 โอเวอร์พาร์ 73 หล่นไปจบอันดับห้าที่สกอร์ 271

ทางด้าน สปีธ ที่ยังมีลุ้นแต่สุดท้ายจบอันดับเจ็ดร่วมที่สกอร์รวม 7 อันเดอร์พาร์ 273 พลาดโอกาสที่จะครองแชมป์เฟดเอ็กซ์ ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่า โธมัส เหมาะสมแล้วที่จะครองแชมป์แห่งฤดูกาลใบนี้

ที่หลุมสุดท้ายเกือบจะกลายเป็นหนังชีวิตเมื่อ ชอฟเฟเล พัตต์ระยะสองฟุตเพื่อชนะลูกวนรอบปากหลุมก่อนหยุดลงไป ซึ่ง ชอฟเฟเล กล่าวว่า “ผมคิดว่าผมพัตต์ไม่ลง นั่นเป็ฯเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ดีใจ เนื่องจากผมคิดว่าผมพลาดพัตต์ระยะ 2 ฟุตเพื่อชนะ”

สำหรับ รอรี แม็คอิลรอย แชมป์เฟดเอ็กซ์คัพ 2016 จบฤดูกาลนี้อยู่อันดับที่ 58 บนตารางสะสมเฟดเอ็กซ์คัพ โดยอดีตนักกอล์ฟหมายเลขหนึ่งของโลกชาวไอร์แลนด์เหนือไม่สามารถควอลิฟายเข้ามาเล่นใน เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ ที่แอตแลนต้า ปีนี้ได้

สรุปผล เดอะ ทัวร์ แชมเปี้ยนชิพ (สนามพาร์ 70)

268  ซานเดอร์ ชอฟเฟเล (สหรัฐฯ) 69-66-65-68
269  จัสติน โธมัส (สหรัฐฯ) 67-66-70-66
270  รัสเซลล์ เฮนลีย์ (สหรัฐฯ) 67-71-67-65
270  เควิน คิสเนอร์ (สหรัฐฯ) 68-68-64-70
271  พอล เคซีย์ (สหราชอาณาจักร) 66-67-65-73
272  บรู๊คส์ เคปก้า (สหรัฐฯ) 66-69-68-69
273 โทนี ฟิเนา (สหรัฐฯ) 68-71-68-66
273  จอร์แดน สปีธ (สหรัฐฯ) 67-70-69-67
273  จอน ราห์ม (สเปน) 67-67- 70-69
274  เซอร์จิโอ การ์เซีย (สเปน) 73-66-68-67
274  แมทช์ คูชาร์ (สหรัฐฯ) 69-71-67-67
274  จัสติน โรส (สหราชอาณาจักร) 68-66-71-69
275  เว็บบ์ ซิมป์สัน (สหรัฐฯ) 66-67-72-70
275  แพทริก รีด (สหรัฐฯ) 69-65-69-72