นิพนธ์ ยอดคำปัน

นิพนธ์ ยอดคำปัน
กรุช่างทองโบราณ

เทิดทูน รักสถาบันมหากษัตริย์… ตั้งแต่เด็ก โดยไม่มีใครสอน เห็นวัด เห็นโรงเรียน ติดรูปในหลวง ร.9 เราก็ติดที่บ้านบ้าง ทำตั้งแต่ยังไม่ใครทำ คนอื่นมองว่าผมเพี้ยนก็ยังมี

บวชเณรหน้าไฟแล้วไม่ยอมสึก… เพราะผมเห็นว่าในวัดมีอะไรเยอะแยะมากมาย รู้สึกชอบ อยากรู้อยากเรียน ไม่ได้นั่งภาวนาแต่ใช้วิธีการนั่งสมาธิจากการทำงานศิลปะ

ไม่โมโห ไม่โกรธ ไม่เครียด เพราะใจอยู่กับงานศิลปะ… เรียนศิลปะครั้งแรกด้วยการวาดรูป แต่การวาดเป็นงาน 2 มิติ แบนๆ เห็นอะไรเจออะไรที่เกี่ยวข้องกับศิลปะแล้วอยากเรียน อยากทำไปหมด ชอบงานศิลปะทุกประเภท งานปั้น งานแกะสลัก งานประดับกระจก ในวัดมีช่างเข้ามาทำงานพอดี อาศัยครูพักลักจำ ฝึกทำงานศิลปะทุกอย่างที่เข้ามาในวัด ฉลุหยวกกล้วย ทำดอกไม้ ปูนปั้น แกะสลักไม้ ฯลฯ

ทำไมต้องเรียนเยอะแยะ… มีความคิดอยู่เสมอว่า เรียนไว้ก็ดี เพราะวันนึงหากไม่มีงานทำ ก็ไปสอนคนอื่นให้ทำโน่นทำนี่ได้ ชี้นำแนวทางเขาได้ เรียนไปเยอะมาก จนไม่รู้จะเรียนอะไร ทางโลกก็เรียน ทางธรรมก็เรียน แต่ไม่ค่อยจะรู้เรื่องเพราะสนใจแต่การวาดรูป มีงานอะไรก็จ้องแต่คอยจะไปช่วยเหลือ จนกระทั่งอ่านหนังสือ บ้านและสวน พบว่า วิทยาลัยในวังชาย มีหลายสิ่งสอนในเรื่องที่ไม่เคยได้ทำมาก่อนแน่ๆ

ตัดสินใจสึก เพื่อไปเรียนต่อ โดยไม่สนใจเรื่องวุฒิเลย… ขอแค่ให้ได้เรียน มาแบบบ้านนอก ลุยเดี่ยวเข้าวัง ไม่รู้จักใครเลย ตัวคนเดียว แต่งตัวใส่เสื้อขาว กางเกงยาว ผมสั้น เหมือนพระแอบสึกหนีมา ลายที่เขียนสอบก็เป็นลายล้านนา ไม่ใช่สไตล์ไทย แต่ครูเห็นความตั้งใจ เลยให้เรียนต่อที่วังชาย เรียนช่างเขียน
หลวกบ้านนอก บ่าเต้าวอกในเวียง… เป็นสุภาษิตล้านนาที่ใช้กับผมได้เลย เพราะสิ่งที่เคยคิดว่าเราแน่ พอมาถึงที่นี่ กลายเป็นศูนย์เลย ผมเรียนจิตรกรรม พื้นฐานต้องมั่นคง ถึงจะคงทนแข็งแรง งานเขียน คือแม่พิมพ์ เป็นโครงสร้างหลัก ของงานศิลปะทั้งหมด

ทำงานหนักเยอะกว่าเพื่อนมหาศาล… เพราะผมเป็นคนต่างจังหวัด มาอยู่วัด ทำงานมาก ตื่นเช้ามาก แถมยังต้องหาเงินเรียนเอง เช้ามาไปเรียนที่วังชาย ผมเรียนจิตรกรรม ฝึกวาดอย่างเดียวทั้งปี 800 ชั่วโมง เคยเรียนมาแต่ลายไทย ไม่ได้เรียนดรอวอิ้ง ทำให้ไม่ค่อยถนัด ตอนเรียนมีเพื่อนที่เก่งดรอวอิ้งแต่ไม่ถนัดลายไทย ตรงกันข้ามกับผม จึงต้องมาสลับกันให้คำแนะนำ ผมตั้งใจฝึกอยู่ไม่นาน คะแนนที่เคยได้แค่ B ก็ขยับขึ้นเป็น A มาโดยตลอด ผมเชื่อในความตั้งใจ ขยันหมั่นเพียร และต้องเข้าใจอีกด้วย เพราะถ้าตั้งใจแล้ว ขยันแล้ว แต่ยังไม่เข้าใจ ยังไงก็ทำไม่ได้ หากขาดความเข้าใจ

เรียนต่อช่างทองหลวงอีก 7 ปี… มีอาจารย์แนะนำว่าให้ไปเรียน ช่างทองหลวง อธิบายถึงความยากว่า งานทองไม่เหมือนกับการวาดรูป เป็นงานที่มีมิติ เหมือนงานปั้น งานแกะ แต่ยากกว่าอีก ซึ่งผมฟังแล้ว แทนที่จะกลัว กลับรู้สึกว่า นี่แหล่ะคือสิ่งที่ผมต้องการ ก็ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดแล้วไปสมัครเรียนเป็นคนแรกเลย ชอบเพราะเป็นโรงเรียนที่มีวิสัยทัศน์ชัดเจน จัดตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในมหามงคลวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ชื่อเต็มคือ กาญจนาภิเษกวิทยาลัย ช่างทองหลวง ซึ่งผมเป็นนักเรียนรุ่นแรกเลย วัตถุประสงค์ที่สำคัญอีกอย่างคือ ต้องการสร้างบุคลากรถวายงานเจ้านาย เวลานำทรัพย์สมบัติของวังให้เอกชนไปซ่อมแซม แล้วรู้สึกค่อยข้างไม่สบายใจ ต้องโยกย้าย ทั้งขนาดใหญ่ มีปัญหา คนนอกเข้าออกไม่สะดวก จึงกลายเป็นโรงเรียนขึ้นมา และนักเรียนเหล่านี้จะได้ช่วยซ่อมแซม บำรุงรักษา จบมารุ่นแรกก็ได้ทำงานในวังทั้งหมด

เป็นคนสาธารณะ… ใครจะเรียกใช้ไหว้วานอะไรอาสาตลอด อยากให้เป็นอะไรผมเป็นได้หมด ไม่มีภารโรงผมเป็นให้ มาถึงแต่เช้าเปิดห้อง ทำความสะอาด เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเริ่มเรียน เสาร์ อาทิตย์ เปิดรับติวเด็กให้ฟรี สอนลายไทยให้ที่วัดโพธิ์ เด็กที่จะเก่งต้องฝึกลายไทยเยอะๆ วันหยุด ถ้าไม่มีงาน ก็อยู่ตามวัด ตามพิพิธภัณฑ์ ฝึกฝีมือ

เชื่อว่าทำงานหนักไม่ตาย… ออกจากบ้านตีสามกว่า นั่งรถจากหลักสี่ ขึ้นรถไฟไปวังเพื่อเรียน บ่ายสามกว่า เลิกเรียน นั่งไฟกลับไปสอนศิลปะจนดึก นอนอีกนิดเดียวก็ต้องตื่นเตรียมออกไปเรียนอีกแล้ว เพราะเชื่อว่าทำแบบนี้แล้วคงไม่ตาย นอนมากก็ขี้เกียจมาก นอนด้วยสติ ถึงนอนน้อยก็พักผ่อนเพียงพอ

โชคดีที่ผู้ใหญ่ดูแล… ผมเคยช่วยคนอื่นไว้เยอะ เขาก็ช่วยเราเยอะด้วยเช่นกัน แล้วเงินทองก็ไม่ค่อยได้ใช้ เก็บไว้ เพราะไม่เที่ยว เวลาเพื่อนๆ จะไปไหนกัน ถึงแม้จะไม่ได้ไปด้วย แต่ก็ร่วมออกค่าใช้จ่ายด้วยเสมอ มีอะไรก็ให้คนอื่นหมด

ครูเหนื่อยกับผม… เพราะผมมีคำถามตลอด แต่ปัญหาที่ถามนั้นเกิดจากความสนใจ อยากเรียนรู้ แล้วก็ไม่เคยดูถูกงานศิลปะ ทุกอย่างคือองค์ความรู้ที่ต้องนำมาปรับ นำมาพัฒนา บูรณาการ ทำงานหลายอย่าง เรียนจบก็เป็นอาจารย์สอน ทำวิจัย ทำงานวัง ไม่เคยอยู่นิ่งต้องเดินทางตลอด

เน้นโบราณมาตลอด… ผมขวนขวาย ค้นคว้า และ ทำ งานโบราณ ตอนจบทำศิลปะนิพนธ์ การคัดแยกทัศนธาตุจากกรุวัดราชบูรณะ เป็นเครื่องประดับร่วมสมัย ไม่ใช่เครื่องประดับโบราณ ผมตั้งใจไปศึกษาองค์ความรู้ของกรุนี้ ทัศนธาตุคือ จุด จุด จุด ของ จุด จุด จุด ของทุกอย่าง เช่น แก้วหนึ่งใบ ก็มีจุดตั้งไม่รู้กี่จุดเพื่อจะเป็นแก้วหนึ่งใบ เราจึงต้องรู้ทุกอณูของตัวตัวนั้น หลายคนก็สงสัยว่าทำไมผมถึงไม่ไปศึกษาเรื่องที่ผมถนัด เพราะไม่เข้าใจว่าสิ่งที่ผมได้จากการศึกษานั้นคือองค์ความรู้ ไม่ใช่ชิ้นงาน ซึ่งไม่ใช่สิ่งสำคัญที่ชี้วัดตัวผมเลย ผมจึงไม่สนใจ ผมจะศึกษาอย่างเดียวว่า กรุนี้คืออะไร อณูคืออะไร ทำให้รู้ว่า ในกรุนี้
มีกี่เทคนิค ทำอย่างไร ตัดลวดยังไง พลิกยังไง หมุนยังไง มีกี่ชั้น ฯลฯ ซึ่งการจำลองแบบที่เห็นๆ กันนั้น ทำกันแค่เปลือกนอก แต่ไม่ได้ศึกษาข้างในว่ามีรายละเอียดอย่างไร โชคดีที่ผมได้ศึกษาในช่วงที่สมเด็จพระเทพฯ tสนพระทัยข้อมูลในกรุนี้ ทำให้มีโอกาสเข้าไปร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งผมว่าไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ เป็นบุญของเราที่ได้รับโอกาส คงเป็นดวงที่ทำให้เรารักเจ้านายมาตั้งแต่เด็ก

ชอบทำ ชอบค้าขาย… สมัยยังเรียนก็เปิดร้านขายเครื่องเงินที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า ไม่ได้กำไร แต่ทำเพราะสนุก มีความสุข ได้ประสบการณ์ ไม่ได้สนใจเรื่องรายได้ แต่เราไม่ได้ใช้จ่ายอะไร ทำให้มีเงินมาลงทุน คนที่ทำงานแทบตาย แต่ไม่มีเงินเหลือใช้ เพราะใช้ตลอด เงินมีทางออก ก็ไม่เหลืออะไร ทำงานหนักจนท่านผู้อำนวยการเห็นใจ เห็นว่าเราทำไปก็เหนื่อยเปล่า ขอให้ปิดร้าน เวลาช่วยท่านผมก็ไม่มีขอบเขตที่จะหยุด สั่งอะไรก็ทุ่มเทให้หมด เพราะรู้สึกเสมอว่า ยิ่งทำเรายิ่งได้ จึงไม่เคยมีวันหยุด ไม่เคยได้เที่ยว ทำงานอย่างเดียว ทำแบบนี้มาตลอด จนถึงได้มีวันนี้

โตขึ้นมาได้จากความคงเส้นคงวา… ลูกค้าติดเรามาตั้งแต่เป็นนักเรียน แล้วก็เป็นลูกค้าประจำมาจนถึงทุกวันนี้ ของเราก็พัฒนาการไปเรื่อยๆ ช่วยประชาสัมพันธ์กันไปแบบปากต่อปาก ลูกค้าต้องเจอผม คุยกันให้จบ ไม่มีการสั่งผ่าน อยากได้งานแบบไหนมีรายละเอียดอะไร เช่นการเลี่ยมกรอบพระ ลูกค้าต้องเล่าเรื่องได้ว่าพระนี้คืออะไร กรอบพระคืออะไร มาดูว่ายุคไหน ผมก็จะสเก็ตภาพให้ดูเดี๋ยวนั้นเลย งานบางชิ้นเล็กๆ น้อยๆ ผมก็ไม่คิดมูลค่า เพราะไม่รู้จะคิดยังไง เป็นสินน้ำใจกันดีกว่า เราไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ แล้วก็กลายเป็นน้ำซึมบ่อทราย เขาเชื่อมั่นและศรัทธาในตัวเรา ในอนาคตเขากลับให้เรามากกว่าซะอีก และผมจะร่วมทำบุญไปด้วยทุกครั้ง ไม่ต้องไปบอกว่าเราทำตรงไหน แต่เราทำของเราด้วยความตั้งใจให้บริสุทธิ์ เราก็ไม่เคยพลาด แล้วจะเป็นบุญมหาศาล มีความสุข

อะไรที่ต่อยอดได้สำคัญกว่า… ผมเชื่อเสมอว่าทุกอย่างคือผลพลอยได้ ขอให้ตั้งใจทำสิ่งที่ดี สิ่งที่คุณได้และควรได้ไม่ไปไหนหรอก ยังไงก็อยู่กับคุณ เราได้ทำงาน ประสบการณ์ก็อยู่ที่เรา เราได้ถวายงาน ไม่ใช่ว่าเมื่อถวายชิ้นงานไปแล้วจบแค่นั้น องค์ความรู้เหล่านี้ต่างหากที่จะทำให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ เพราะเราเป็นกลุ่มคนรุ่นแรกๆ ที่ได้เก็บองค์ความรู้นี้ไว้ อย่างเป็นระบบในการทำงาน

ทำทุกอย่างเพื่อคนอื่น… ผมคิดว่าเมื่อเราไม่อยู่แล้วเขาจะอยู่กันยังไง ไม่ใช่คิดถึงคนรอบข้าง ครอบครัว ลูกน้อง เท่านั้น แต่องค์ความรู้ของทองโบราณต้องไม่สูญหาย ไม่งั้นภูมิปัญญาเหล่านี้จะกลับมาไม่ได้อีกแล้ว ครูช่างต่างๆ ที่อยู่กันกระจัดกระจายที่เราไปศึกษาเมื่อยี่สิบสามสิบปีก่อน ถึงตอนนี้ท่านก็ไม่อยู่
แต่องค์ความรู้ก็มาอยู่ที่เราแล้ว ผมจึงมีความตั้งใจจะตั้งสถาบันสร้างช่างทอง สอนให้กับผู้ด้อยโอกาสเป็นหลัก

ช่างทองที่เริ่มจากศูนย์… ความพอเพียงของเราคือ มีทุนอยู่ 100 ก็ควรทำแค่ 30-50 เก็บไว้เผื่อเดือดร้อน ไม่ใช่มี 100 ลงทุน 100 ถึงแม้ของจะขายดี แต่อย่าคิดจะเอาแต่ได้ ต้องคิดว่าถ้าไม่ได้แล้วจะทำยังไง ความพอเพียงคือต้องรู้จักวางแผนที่จะทำงาน อย่างในมุมนักธุรกิจเมื่อมีโอกาสทำกำไรได้เยอะๆ ก็ต้องรีบ แต่เราเป็นช่างทองพอเพียง ต้องรู้ว่า เราไหวแค่ไหน อย่าให้เงินเป็นตัวตั้ง งานต้องเป็นตัวตั้ง คิดอย่างเป็นระบบ รู้จักคาดการณ์ในสิ่งที่ควรเกิด สิ่งที่ไม่ควรเกิด เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นได้ตลอด

ร้านทองพอเพียง… เพราะคำว่าพอเพียงในแต่ละสาขาอาชีพนั้นแตกต่างกันไป มีมากก็ทำมาก มีน้อยก็ทำน้อย ไม่มีก็ไม่ทำ ทำอะไรแล้วไม่เดือดร้อนตัวเอง ไม่เดือดร้อนคนอื่น สร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ นี่แหล่ะคือสิ่งที่เราควรทำ

มีความทุกข์สั้น… ทุกข์เมื่อไหร่จะรู้ตัว พอรู้แล้วว่าทุกข์ก็ไม่ทุกข์อีกต่อไปแล้ว เพราะทุกข์ต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ ทุกลมหายใจ ทุกย่างก้าว ชีวิตของผมสนุก มีความสุข ถ้าไม่เป็นแบบนี้ เหมือนระบบเฟืองทั้งหมดจะไม่หมุน

โอกาสในการให้คือสิ่งสำคัญ… รีบทำทันที อย่ารอจนกว่าคิดว่าตัวเองพร้อม ถึงไม่พร้อมก็ต้องทำ การให้ต้องสอดแทรกทุกเสี้ยววินาที การเสียสละ รู้จักแบ่งปัน ผมมีความสุขมาก เวลาที่ให้อะไรกับใคร เงินทองที่หามาได้ก็จะจัดสรรปันส่วนให้กับคนที่ด้อยกว่าเรา เห็นเขามีความสุขตอนที่ได้รับจากเรา เราก็ยิ่งมีความสุขครับ