วัดป่าทรงธรรม

ประวัติความเป็นมา และความสำคัญ
ของวัดป่าทรงธรรม

ถ้าจะกล่าวถึงความเป็นมาของวัดก็ต้องย้อนกลับไปดูภูมิหลังของประชาชนคนบ้านถ่อนในสมัยก่อนว่า มีวิถีชีวิตเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาอย่างไร ตามประวัติแล้ว ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่า คนอีสานสมัยก่อนมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากจะมีความเคารพยำเกรงต่อพระสงฆ์อย่างยิ่ง เวลาพระสงฆ์เดินผ่านจะนั่งลงกับพื้นยกมือไหว้ท่วมหัว เวลาย้ายถิ่นฐานไปตั้งรกรากที่ไหนก็จะอัญเชิญเอาพระพุทธรูปไปไว้บนหิ้งเพื่อกราบไว้บูชาเสมอ
มีความเชื่อเรื่องบุญ บาป นรกสวรรค์ นิพพาน มีจิตวิญญาณของความเป็นชาวพุทธอย่างแท้จริง

ชาวตำบลบ้านถ่อน ก็เฉกเช่นกัน คือ เมื่อ ประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้วได้พากันอพยพย้ายถิ่นฐานมาจากอำเภอทรายมูล จังหวัดอุบลราชธานีสมัยนั้น ปัจจุบัน เป็นจังหวัดยโสธร เมื่อมีการรวมกลุ่มกันก่อตั้งหมู่บ้านขึ้นที่ใด ก็จะมีการสร้างวัดประจำหมู่บ้านขึ้นด้วยเพื่อเป็นที่พึ่งทางใจ และก็มักจะมีปราชญ์ชาวบ้านเป็นผู้คงแก่เรียนเป็นผู้นำในการสร้างวัดและบวชลูกหลานเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามจากรุ่นสู่รุ่นมาแต่บรรพชนที่ได้วางรากฐานหรือแบบอย่างในการปฏิบัติเอาไว้จนถึงปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ชุมชนบ้านถ่อนจึง มีวัดประจำหมู่บ้านถึง ๖ วัด มีประชากรประมาณ ๗,๐๐๐ พัน คน หรือ ๑,๐๐๐ ครัวเรือน  อาชีพส่วนใหญ่ ทำการเกษตร ลักษณะนิสัย มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และมีความรักสามัคคีกันดี ช่วยกันอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็งและเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ   โดยเฉพาะวัดป่าทรงธรรม เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำหมู่บ้านมาตั้งแต่อดีต แม้ในยุคแรกๆจะยังไม่มั่นคงนัก เพราะการเป็นอยู่ลำบาก มีไข้ป่ามาเลเรียรบกวนบางปีก็ไม่มีพระจำพรรษา มาปักกลดกรรมฐานในฤดูแล้งพอใกล้เข้าพรรษาก็ธุดงค์ไปจำพรรษาที่สำนักอื่น

ต่อมาจึงมีหลวงปู่คำ  ฐานสโม ได้นำชาวบ้านเข้ามาก่อตั้งเป็นหลักฐานมั่นคง เมื่อ ปี  พ.ศ.๒๕๒๓  และได้มีการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมแก่พระสงฆ์สามเณรและประชาชนที่มีศรัทธาต่อแนวทางปฏิบัติ จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ท่านก็ถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อวัดขาดผู้นำทางจิตวิญญาณ คณะกรรมการและชาวบ้านจึงไปกราบอาราธนาหลวงปู่ฤทธิ์ สุทฺธจิตโต ที่ท่านไปธุดงค์แสวงหาทางลุ้นพ้นกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ตามสำนักปฏิบัติธรรมต่างๆ กลับมารับหน้าที่เป็นจ้าอาวาสสืบต่อมา แต่ท่านเป็นพระผู้มักน้อยสันโดษ ประกอบกับท่านมีอายุกาลพรรษามากแล้ว ท่านจึงมุ่งในการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดตลอดจนชั่วอายุไข ๑๐๓ ปี  พรรษา  ๕๕ ก็ถึงแก่มรณภาพละสังขารไป  เมื่อวันที่ ๓๑  ตุลาคม พ.ศ.  ๒๕๔๓

หลังจากหลวงปู่ละสังขารไปแล้ว คณะกรรมการก็ได้ไปกราบขอความเมตตาจากพระเดชพระคุณพระครูภาวนาปัญญาภรณ์เจ้าอาวาสวัดเนินพระเนาวนาราม  อำเภอเมืองหนองคาย ให้ส่งพระที่มีความรู้ด้านวิปัสสนากรรมฐานให้มาดูแลวัดสืบต่อจากหลวงปู่ฤทธิ์ สุทธิตฺโต ท่านจึงได้นิมนต์ให้พระมหาสุพจน์ สุเขสิโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเนินพระเนาวนารามในขณะนั้น มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเพื่อบริหารจัดการดูแลปรับปรุงพัฒนาวัดมาโดยลำดับจวบจนปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. ๒๕๔๙  ทางคณะสงฆ์ได้มีการเสนอชื่อวัดป่าทรงธรรมให้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดหนองคาย  แห่งที่ ๖  จึงได้มีการปรับปรุงภูมิทัศน์ และก่อสร้างเสนาสนะ เพื่อรองรับผู้มาปฏิบัติธรรม และจัดกิจรรมส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในหลายด้าน  เช่นกิจกรรมเข้าค่ายคุณธรรมนักเรียน เยาวชน  การบวชสามเณรภาคฤดูร้อน การจัดโครงการบวชเนกขัมมะจารี เนกขัมมะจาริณี (บวชชีพราหมณ์ )ทุกปีต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ควบคู่กับการพัฒนาวัดด้านถาวรวัตถุที่จำเป็นต่อการใช้สอยในการบำเพ็ญสมณะธรรมของพุทธบริษัทที่มาจากทิศทั้งสี่  และปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่น สงบ สะอาด เหมาะแก่การเจริญสมถะวิปัสสนากรรมฐาน

ทั้งนี้ ก็เพราะอาศัยแรงศรัทธาขอประชาชนทั้งในเขตและนอกเขตบริการชุมชนที่มีความเลื่อมใสศรัทธามาให้การอุปถัมภ์ปัจจัยสี่     ปัจจุบันทางวัดและคณะกรรมการ ได้เล็งเห็นความสำคัญและความจำเป็นในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาทำบุญรักษาศีล ปฏิบัติธรรม จึงได้มีดำริสร้างศาลาปฏิบัติธรรมขึ้น ๑  หลัง  ทดแทนศาลาหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา  เพื่อใช้ประโยชน์ในการอบรมเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่พุทธศาสนิกชนทั้งหลาย  ขนาด  ๒๒ x  ๓๕.๕๐   เมตร   ๒  ชั้น   โดยอาศัยศรัทธาของ ครอบครัว  ผลชีวิน  ครอบครัว  พิริยะโยธิน  ได้เป็นสะพานบุญชักชวนคณะญาติธรรมผู้มีจิตศรัทธาเลื่อมใสมาทำบุญทอดกฐินสามัคคีต่อเนื่องกัน  ๓ ปี แล้ว ในปีนี้ก็ได้เชิญชวนคุณลี พึ่งบุญพระ  พร้อมครอบครัว คุณสมจริง ศรีสุภาพ คุณมาโนชย์-คุณสุภาภรณ์ วัดล้อม และคณะญาติธรรมมาร่วมเป็นเจ้าภาพทอดกฐิน  สามัคคี เมื่อวันที่ ๑๓  พฤศจิกายน  ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ได้เงินจำนวน  ๑,๗๒๑,๗๖๙. ๗๕  บาท (หนึ่งล้านเจ็ดแสนสองหมื่นหนึ่งพันเจ็ดร้อยหกสิบเก้าบาทเจ็ดสิบห้าสตางค์)

ทางวัดจึงได้มีวางศิลาฤกษ์ ลงเสาเอก ศาลาปฏิบัติธรรม เมื่อวันที่  ๒๕ กุมภาพันธ์  ๒๕๖๐  นับเป็นการช่วยกันสืบทอดอายุพระพุทธศาสนาให้เจริญมั่นคงสืบไป

พระครูปริยัติธรรมาภิรม
เจ้าอาวาสวัดป่าทรงธรรม