สัพเพฯ กอล์ฟ

น.ป.ข. (ภาคสอง)

น.ป.ข. (ภาคสอง)

เรื่องของ น.ป.ข. นี่ต้องย้อนอดีตไปเมื่อครั้งสงครามที่เวียดนามโน่น จากความพลาดหวังของการออกรอบถึงสองครั้งสองครา มันทำให้ผมคิดถึงความจริงอย่างหนึ่งของชีวิตคนเรานั่นคือ “ความคาดหวัง” ถึงแม้เราจะพลาดแล้วพลาดอีกสำหรับชีวิตที่ยังมีลมหายใจ เขาคงมีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตบ้างน่า…! เมื่ออดเล่นกอล์ฟเราจะต้องหาอะไรใส่ท้องในตอนเย็นๆ กันหน่อย สุดท้ายปลายทางก็ร้าน “ชวนชม” ปากทางเข้าสนามลำลูกกา จัดมาด้วยเมนูหนักแน่นที่สั่งเป็นประจำ คือ “กบทอด” ที่นี่เขาสุดยอดมาก แบบที่เหลืองทองด้านนอก แต่ด้านในสุกพอดีๆ จากนั้นก็ “เก้งผัดเผ็ด” ร้านเขาทำได้สบายปากเป็นที่สุด ไม่หนักเครื่องเทศจนไปกลบรสชาติเนื้อเก้งเสียหมด…กับเมนูพิเศษของครูไก่ก็ต้อง “กบทอด” ผัดพริกแห้ง ขอบอกนะทั้งสามอย่างนี่ราคาแบบสบายกระเป๋าใช้ได้

แล้ว น.ป.ข. อยู่ไหนกันรึ…? ก็ทั้ง 3 อย่างนี่คือของฝากจากผมสู่บรรดา “อดีตทหารเรือ” ที่เกษียณอายุราชการจากราชนาวีไทยมากันสี่ห้าปีแล้ว คือบรรดาพี่ๆ พวกนี้เขาสังสรรค์กันเป็นประจำทุกครึ่งปีเห็นจะได้ แล้วตัวของครูไก่ก็มาบรรจบกับเขาพอดี นี่แหละคือที่มาเหล่า “น.ป.ข.” ผู้กล้าทั้งหลาย…จากชายสูงอายุนิดหน่อยที่นั่งคุยกันอยู่ ผมได้รับโอกาสพิเศษนี้เข้าร่วมวงสนทนา ถึงได้รู้ว่า “นี่คือตัวจริง” แบบว่าเป็นของแท้แน่นอน…เพราะทุกคนที่นั่งอยู่เนี่ย ภาษาชาวเรือเขาเรียกว่า “นายนาวา” ทั้งน้านๆ…

จากการพูดคุยกันแบบมีน้ำผสมแอลกอฮอล์มีระดับที่วางอยู่สองขวดเปล่า นั่นย่อมแสดงได้ว่า “อุ่นเครื่อง เผาหัว” กันมาตั้งแต่บ่ายแล้ว แบบนี้ก็สนุกดี การพูดคุยต้องย้อนรอยกลับไปสมัย “คอมมิวนิสต์” กำลังรุกคืบมาหน้ามาแต่รัสเซีย จีน เวียดนาม ลาว เขมร คงเหลือแต่เรานี่แหละ ที่ยังเป็นเกราะกำบังให้กับหลายประเทศที่อยู่ล่างๆ ลงไป…แน่นอนที่สุดเมื่อ “ลาว” สมัยนั้นมีอันต้องเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองอย่างว่าเข้า ไทยเราก็เดือดร้อนก่อนใครเพื่อน เพราะเมืองล้านช้างสมัยก่อนมีดินแดนที่ติดต่อกันแทบจุดทุกตารางกิโลเมตร แต่ส่วนใหญ่ก็จะถูกกั้นเขตติดต่อกันด้วย “แม่น้ำโขง” อันเป็นเขตแดนธรรมชาติ…

แน่นอนที่สุดคือ เราต้องสกัดกั้นการลุกลามที่ว่านี้แบบสุดตัว…ดีที่เรามีแม่น้ำโขงเป็นเขตแดนธรรมชาติที่ยาวตลอดทั้งสองประเทศ แล้วหน้าที่อันเป็นภารกิจสำคัญก็ตกเป็นของ “ราชนาวีไทย” นั่นเอง เรื่องของการลาดตระเวนตามลำน้ำโขงนั้นหากจะใช้เรือขนาดใหญ่มาคอยสอดส่องดูแลก็คงเป็นเป้าสายตาของบรรดาทหารฝ่ายตรงข้ามแล้วก็เป็นเป้าใหญ่เสียด้วยครับ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั่นคือธรรมชาติของแม่น้ำโขงนี้ในยามที่เป็นฤดูฝนน้ำในแม่น้ำโขงจะดูกว้างขวางเป็นอันมาก แล้วก็มีความเชี่ยวกรากพอสมควร ในขณะที่ฤดูแล้งมาเยือนสภาพแม่น้ำเดิมอาจผิดกันลิบลับ เราอาจจะมองเห็นสันดอนทรายโผล่ขึ้นมาเป็นระยะๆ ซึ่งบางแห่งแทบจะเดินข้ามได้เลยทีเดียว แล้วสภาพจริงบรรดาเกาะแก่งที่เป็นโขดหินก็ยังคงปิดบังด้วยสายน้ำที่ขุ่นข้น หากใช้เรือใหญ่ออกมาทำงานคงไม่ต้องรอให้ใครมาสอยหรอก แค่แก่งหินใต้น้ำก็เหลือจะรับประทานแล้วครับ…แต่คำถามที่อยากทราบคือ “เรือของน.ป.ข.” มาจากไหน คำตอบที่ได้ก็ผิดคาดครับ นั่นคือ “เรือส่วนใหญ่ได้มาจากเมื่อครั้งสงครามเวียดนาม”

นั่นคือคำตอบ…เพราะตอนที่เวียดนามแตก บรรดาทหารของอเมริกาทิ้งทุกอย่างไว้ที่ปากแม่น้ำ รวมถึงเรือยนต์ขนาดเบาที่มีความคล่องตัวสูงนี้ด้วย สุดท้ายปลายทางเรือเหล่านี้ก็มาอยู่ในความดูแลของ “กองทัพเรือไทย” แล้วก็นำมาแปรเปลี่ยนเป็นเรือของ “หน่วยปราบปรามลำน้ำโขง” นั่นเอง เจ้าเรือขนาดเบาเหล่านี้สามารถจะเดินทางไปได้ในพื้นที่หน้าแล้งของลำน้ำโขงได้เป็นอย่างดี ด้วยท้องเรือนั้นกินน้ำไม่ลึกมากนัก

ที่หัวเรือจะถูกบรรจุไว้ด้วยปืนกลคู่ที่มีอำนาจการยิงที่ถือว่าดีมากในเวลานั้น ตัวป้อมปืนปรับหมุนได้เกือบ 360 องศา มีพลประจำปืน 1 นาย ขนาดของลูกปืนก็ประมาณนิ้วชี้ของผู้ใหญ่ ยาวก็เกือบจะเท่าปากกาลูกลื่นเท่านั้นเอง…ว่ากันว่าสมัยนั้น “ทหารลาว” เกลียดเรือพวกนี้มาก… เพราะทั้งอำนาจการยิงและความเร็วมันเข้าขั้นเทพก็ไม่ปาน นอกจากปืนกลคู่หน้าที่เป็นหลักแล้ว ยังมีเครื่องยิงลูกระเบิดที่ด้านท้ายอีกด้วย ดังนั้น “เรือบรื๋อ” จึงเป็นชื่อเรียกที่ถูกขนานนามให้จากฝ่ายตรงข้ามในขณะนั้น…

ไอ้เรื่องการปะทะกันหนักๆ ก็พอมีบ้างประปราย ส่วนใหญ่ก็เกิดจากการที่เราโดนก่อนตลอดเวลา แล้วหาคนต้นเรื่องยากโคตร ด้วยเหตุเพราะ “ลาว” ขณะนั้นอุดมไปด้วยป่าทั้งนั้น การที่เราจะเข้าไปเอาคืนแบบสุ่มสี่สุ่มห้าก็เท่ากับว่าเอาไป “แถม” เสียมากกว่า ดังนั้นเวลาเราโดนก็มักจะโต้ตอบบ้าง แต่ที่โดนเกือบจะทุกครั้งคือ “ความหมั่นไส้” ของฝ่ายตรงข้าม ลองคิดดูเหมือน “รถแรงๆ ที่วิ่งไปวิ่งมาอยู่หน้าบ้านเป็นประจำ” เวลาปกติก็ไม่เท่าไหร่พอพี่แกเมาขึ้นมาของขึ้นเลย..ส่วนน้อยที่จะสูญเสียชีวิต แต่ก็มีที่เราเผลอเรอก็โดนกันไป…

ในกลุ่มรุ่นของ น.ร. จ่าทหารเรือรุ่นนั้นเห็นว่าโดนไปสามนาย แต่ก็อย่างว่าในสมัยนั้นอะไรๆ ก็เป็นความอ่อนไหวทั้งนั้น จากที่พูดคุยกันชั้นยศสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการก็ “นายนาวา” ทั้งสิ้น แล้วก็มีเบี้ยหวัดเงินเดือนกันโขอยู่ อันเนื่องด้วยอายุทางราชการมากกว่าอายุงาน คือยามนั้นใครอยู่แบบนี้ก็จะเป็นอายุราชการทวีคูณ แต่ที่เจ๋งสุดก็เห็นจะเป็นพี่ที่ไปทำงานกับเรือเดินทะเล ปัจจุบันก็ยังคงทำงานอยู่ตลอด ไปออกทะเลแต่ละรอบเป็นเวลานานๆ  ภรรยาบอกไปเลยพี่ทางนี้รับตังค์ นี่คือเรื่องเล่าจากอดีต น.ป.ข. ทั้งน้าน.

ครูไก่ ลำพอง ดวงล้อมจันทร์