พรปีใหม่

พรปีใหม่

   “สวัสดีวันปีใหม่พา    ให้บรรดาเราท่านรื่นรมย์
ฤกษ์ยามดีเปรมปรีดิ์ชื่นชม    ต่างสุขสมนิยมยินดี
ข้าวิงวอนขอพรจากฟ้า    ให้บรรดาปวงท่านสุขศรี
โปรดประทานพรโดยปรานี    ให้ชาวไทยล้วนมีโชคชัย
ให้บรรดาปวงท่านสุขสันต์    ทุกวันทุกคืนชื่นชมให้สมฤทัย
ให้รุ่งเรืองในวันปีใหม่    ผองชาวไทยจงสวัสดี
ตลอดปีจงมีสุขใจ    ตลอดไปนับแต่บัดนี้
ให้สิ้นทุกข์สุขเกษมเปรมปรีดิ์    สวัสดีวันปีใหม่เทอญ”

ทุกๆ เทศกาลปีใหม่ เราคนไทยคงจะคุ้นหูเพลง “พรปีใหม่” กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะเป็นเพลงประจำเทศกาล ที่ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังที่ไหน ท่วงทำนองก็พาให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เข้ากับบรรยากาศของการต้อนรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง แถมเนื้อเพลงยังมีความหมายที่ดี เป็นการอำนวยอวยพรให้กับผู้ที่ได้ยินได้ฟัง รู้สึกมีความสุขกันตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว ที่สำคัญเพลง “พรปีใหม่” นี้ ยังเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 อีกด้วย

เพลงปีใหม่มีของไทยเราเกิดขึ้นครั้งแรก ประมาณปี พ.ศ. 2477 – 2479 คือ เพลงเถลิงศก ซึ่งแต่งเนื้อร้องโดยขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) และแต่งทำนองโดยพระเจนดุริยางค์ เป็นเพลงที่มีเนื้อร้อง ทำนอง รวมทั้งขับร้องและบรรเลง ตามอย่างสากล ถูกแต่งขึ้นในช่วงที่รัฐบาลสมัยนั้นได้มีการให้จัดงานรื่นเริงปีใหม่ ในวันที่ 1 เมษายน พอมาถึงในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ หลายอย่าง รวมถึงการเปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคม ทำให้ เพลงเถลิงศก ลดความนิยมลงไป เพราะมีเนื้อร้อง ‘..วันที่หนึ่งเมษายน ตั้งต้นปีใหม่ และแสงตะวันพร่างพรายใสสว่างแจ่มจ้า..’ ไม่เข้ากับเหตุการณ์

ในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2 ราวปี พ.ศ. 2485 – 2490 มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ในไทย อาทิ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มักจัดงานฉลองปริญญาบัตรเป็นงานเต้นลีลาศ เอื้อ สุนทรสนาน ซึ่งเป็นหัวหน้าวงสุนทราภรณ์ จึงมีดำริว่าน่าจะมีเพลงสำหรับปีใหม่สักเพลง เพราะนิสิตนักศึกษามักจัดงานฉลองปริญญาและปีใหม่เป็นงานลีลาศเต้นรำ โดย ครูแก้ว อัจฉริยะกุล ผู้ประพันธ์เนื้อร้อง ท่านก็นึกถึงคำว่า ‘สวัสดี’ ของพระยาอุปกิตศิลปสาร ซึ่งตอนนั้นใช้กันอย่างแพร่หลาย มาเชื่อมกับคำว่า ‘ปีใหม่’ แล้วครูเอื้อ ก็เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง เพราะวงสุนทราภรณ์มีชื่อเสียงในด้านการประพันธ์เพลงลีลาศเป็นอย่างมาก เมื่อเพลงนี้เผยแพร่ออกมาผู้คนก็ชื่นชอบ จนถึงกับมีการแย่งตัววงสุนทราภรณ์ให้ไปบรรเลงในงานปีใหม่ต่างๆ

สำหรับเพลง “พรปีใหม่” ซึ่งเพลงที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทยนั้น นับเป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๑๓ เล่ากันว่า

ในวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2494 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชวินิจฉัยว่าอยากจะแต่งเพลง อวยพรให้แก่พสกนิกรของพระองค์ เป็นเพลงพระราชทานพรปีใหม่ พระองค์ทรงปรึกษาหารือกับ หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ (ภายหลังสถาปนาขึ้นเป็น พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ) เมื่อทรงพระราชวินิจฉัยเสร็จแล้วก็ทรงปรึกษากับท่านจักร หลังจากเสวยพระกระยาหารค่ำในวันที่ 31 ธันวาคม 2494 ทั้งสองพระองค์ก็ทรงดนตรีร่วมกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทำนองเพลงด้วยแซ็กโซโฟน ให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธุ์ใส่คำร้องทีละประโยค ทรงถ้อยทีถ้อยอาศัยกันคนละท่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเป็นเมโลดี้ แล้วทรงให้ท่านจักรเขียนเนื้อเพลงประมาณเกือบครึ่งชั่วโมงเท่านั้น เพลงนี้ก็เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง

จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งว่า สุนทราภรณ์ตอนนี้เล่นอยู่ที่ไหน ท่านจักรว่าเล่นอยู่ที่ศาลาเฉลิมไทย จึงทรงให้ทำนองเพลงนี้ไปให้วงสุนทราภรณ์ที่ศาลาเฉลิมไทย อีกที่ในเวลาเดียวกันนั้น ได้พระราชทานไปที่วงซียูแบนด์ ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ตอนนั้นกำลังจัดงานปีใหม่ตรงริมสระน้ำด้านหน้าของมหาวิทยาลัย ในเวลาไล่เลี่ยกันก่อนถึงสองยาม

“..ดิฉันทราบมาว่าทรงพระราชนิพนธ์ทำนองเดี๋ยวนั้น แล้วท่านพ่อก็ทรงใส่เนื้อร้องเดี๋ยวนั้นด้วยเหมือนกัน ดังนั้น จึงเป็นเพลงที่ค่อนข้างสั้น เมื่อทรงพระราชนิพนธ์เสร็จแล้วก็ทรงนำออกบรรเลงทางสถานีวิทยุ อส. เพราะสมัยนั้นยังไม่มีโทรทัศน์ และได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานให้ท่านพ่อทรงเป่าแซกโซโฟนในช่วงแรก ส่วนพระองค์ทรงเป่าในช่วงที่สองสลับกันไป เนื่องจากในคืนวันนั้นมีเวลาจำกัด จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้แก่ 2 วงเท่านั้น คือวงดนตรีของนิสิตจุฬาฯ กับวงสุนทราภรณ์..” ( ม.ร.ว.มาลินี จักรพันธุ์ ธิดาของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ, สกุลไทย)

แต่ที่มาจริงๆ แล้ว จากกระแสพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่พระราชทานแก่คณะกรรมการโครงการ ‘ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์’ เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2542 มีใจความว่า

“….เพลง ‘พรปีใหม่’ คนก็ว่าแต่งในวันปีใหม่นั่นเอง หรือวันก่อนวันปีใหม่ แท้จริงแต่งมานานแล้ว แต่งมานานก่อน ที่จะออกปีใหม่เป็นปีหรือสองปี ตอนนั้นไม่สบาย คืออยู่ที่เมืองนอก ไปมีอุบัติเหตุ แล้วหมอก็บอกว่าห้ามเล่นแซ็กโซโฟน แต่ว่าท่านจักรพันธ์อยู่ด้วย เมื่อท่านอยู่ด้วยก็ให้ท่านเป่า ให้ท่านเป่าแซ็กโซโฟน ท่านก็เป่ามีเสียงออกมาได้ เมื่อท่านเป่า ท่านก็ไม่รู้ว่านิ้วจะวางอย่างไร ลงท้ายก็เอานิ้วของเราใส่บนแซ็กโซโฟน แล้วท่านก็เป่า ก็เล่นได้ ลงท้ายท่านก็เรียงไปมา ท่านก็เล่นแซ็กโซโฟนได้ เมื่อเล่นแซ็กโซโฟนได้ และเมื่อหมออนุญาตให้เป่าแซ็กโซโฟน ก็เลยเริ่มเล่นเป็นเพลงที่แต่งเอาเอง คนหนึ่งเล่นส่วนหลัก แล้วอีกคนก็เล่นต่อ สลับกันไปอย่างนี้ แล้วจดเอาไว้ เมื่อจดเอาไว้แล้ว ก็นับว่าเป็นเพลงขึ้นมา

มาถึงปลายปี ก็เลยนึกว่า เอ๊ะ…เราแต่งเพลงสำหรับให้พรปีใหม่ ก็แต่งเอาอันนี้ที่แต่งไว้แล้ว ซึ่งเป็นเพลงที่มีคนแต่งสองคน ไม่รู้ว่าเป็นเพลง ก็มาปรับปรุงให้เป็นเพลงได้ และเมื่อจดเป็นเพลงแล้ว ก็ให้วงดนตรีกรมประชาสัมพันธ์ไปออกในวันปีใหม่ ไม่ใช่ว่าเพลงนี้แต่งตั้งแต่วันนั้น แต่งมาก่อน แล้วก็แต่งแบบทุลักทุเลแบบนี้…”

คุณ สมาน นภายน หรือ ใหญ่ นภายน ในวัย 83 ปี อดีตข้าราชการกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งทำงานร่วมกับวงดนตรีสุนทราภรณ์ และอยู่ในเหตุการณ์คืนวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2494 ย้อนอดีตให้ฟังว่า “..ไม่มีใครทราบใดๆ ทั้งสิ้นว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานเพลง ‘พรปีใหม่’ ในวันนั้น ท่านทรงให้สำนักพระราชวังนำมา ตกใจมากด้วยไม่คาดคิดว่าจะได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ จากนั้นทาง วงสุนทราภรณ์ ก็จัดการเรียบเรียงเสียงประสานเพื่อให้ฟังได้เป็นวงขึ้นมา เพื่อให้บรรเลงได้ด้วยเครื่องดนตรีเหล่านี้คือ อัลโตแซ็ก 2 คัน เทนเนอร์แซ็ก 2 คัน บาริโทนแซ็ก 1 คัน ทรัมเป็ต 3 คัน ทรอมโบน 2 คัน รวมกับเพอร์คัสชั่นซึ่งประกอบด้วย เปียโน เบส กลอง และกีตาร์ รวมเรียกว่าวง ‘บิ๊กแบนด์’

ต่างคนต่างมีไหวพริบของตัวเองที่เคยเห็นโน้ตมา คนที่เขียนเรียบเรียงก็อยู่ในวง สามารถถอดออกมาเดี๋ยวนั้นได้เลย เป็นเครื่องมือต่างๆ โดยไม่ต้องทำสกอร์ เอาเมโลดี้มาวางไว้เลย เราได้รับทำนองและเนื้อเพลงประมาณห้าทุ่ม สองยามก็เล่นได้แล้ว ทำกันในราวหนึ่งชั่วโมง นักร้องก็ต่อเพลงกันเดี๋ยวนั้นเลย นักร้องรุ่นนี้ก็ร้องเพลงกันมาฉ่ำปอดแล้ว ในคืนนั้นก็มีเช่น มัณฑนา โมรากุล, ชวลีย์ ช่วงวิทย์, เพ็ญศรี พุ่มชูศรี, เลิศ ประสมทรัพย์, วินัย จุลบุษปะ ส่วน ครูเอื้อ เป็นหัวหน้าวง ท่านก็ร้องเป็นต้นเสียงด้วย ท่านมองโน้ตท่านก็ร้องได้เลย เพราะท่านเป็นนักดนตรีวงเครื่องสายฝรั่งหลวง

หลังจากเรียบเรียงเสียงประสานและคณะนักร้องในวงจัดแจง ต่อเพลง เป็นที่เรียบร้อย ครูแก้ว (แก้วฟ้า อัจฉริยกุล) ซึ่งเป็นโฆษกของวงสุนทราภรณ์ พอใกล้เวลาจะสองยามก็ประกาศมีใจความว่า  “..ตอนนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่รักทั้งหลาย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน ‘พรปีใหม่’ เพื่อพี่น้องชาวไทยเราทุกคน พูดจบก็สองยามพอดี วงดนตรีก็เริ่ม.. จนกระทั่งจบเพลง โอ้โห เสียงไชโยโห่ร่ำไปหมดทั้งศาลาเฉลิมไทย..”

นั่นเป็นครั้งแรกที่เพลงพระราชนิพนธ์ ‘พรปีใหม่’ ได้รับการบรรเลงสู่สาธารณชน  และเป็นบทเพลงที่นิยมบรรเลงในโอกาสปีใหม่เรื่อยมาทุกปีจวบจนปัจจุบัน

“..ไม่ว่าจะผ่านไปอีกกี่ปีใหม่ ชาวไทยจะมีพรจากพระองค์อยู่ในดวงใจนิรันดร์..”
(จากภาพยนตร์เรื่อง พรจากฟ้า)

ที่มา : สกุลไทย, กรุงเทพวันอาทิตย์, www.kanchanapisek.or.th, www.supremeartist.org