อัครศิลปิน ผู้ทรงบำบัดทุกข์-บำรุงสุข

อัครศิลปิน ผู้ทรงบำบัดทุกข์-บำรุงสุข

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้รับการทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระราชสมัญญาว่า “อัครศิลปิน” เนื่องจากทรงพระปรีชาสามารถในงานศิลปะหลายแขนง และทรงนำพระอัจฉริยภาพเหล่านี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศตลอดมา ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ทรงมีพระราชกรณียกิจกว่า 4,000 โครงการ ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชาชีพ นับเป็นพระอัจฉริยภาพอันหาที่เปรียบมิได้

1101-spc-jsk-2

เป็นภาพคุ้นตาของพสกนิกรที่เฝ้ารับเสด็จ ทุกครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นต่างๆ จะทรงถ่ายภาพด้วยพระองค์เองตามพระราชประสงค์ที่จะทรงใช้โดยเฉพาะในการพัฒนาประเทศ ภาพถ่ายฝีพระหัตถ์มิได้แสดงคุณลักษณะแห่งศิลปะเพียงอย่างเดียว หากยังอำนวยประโยชน์อเนกอนันต์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน พระองค์ทรงเชี่ยวชาญการถ่ายภาพทั้งกล้องธรรมดาและกล้องถ่ายภาพยนตร์ตั้งแต่ครั้งยังทรงพระเยาว์ ในระยะแรกกล้องไม่มีเครื่องวัดแสงในตัว พระองค์ก็ทรงคำนวณการวัดแสงได้อย่างแม่นยำ ทรงประดิษฐ์ Bicolocer Filter ได้ด้วยพระองค์เองตั้งแต่ยังไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งยังทรงเชี่ยวชาญในการล้างฟิล์มอัดขยายภาพขาวดำและภาพสีด้วย

1101-spc-jsk-3

นอกจากการถ่ายภาพแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมด้วยเช่นกัน เมื่อ พ.ศ. 2506 ได้พระราชทานภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ร่วมแสดงในงานศิลปกรรมแห่งชาติครั้งที่ 14 ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2525 ได้ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เชิญภาพจิตรกรรมฝีพระหัตถ์จำนวน 47 องค์ ไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ และ พ.ศ. 2549 ทรงพระกรุณาพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้รัฐบาลเชิญผลงานจิตรกรรมฝีพระหัตถ์ไปจัดแสดง ณ ห้องพระอัจฉริยภาพในการจัดนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี

ในด้านภาษา ก็ทรงพระปรีชาสามารถโดดเด่น พระองค์ทรงเจริญวัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงทรงภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันได้เป็นอย่างดี ต่อมาทรงตระหนักว่าประเทศต่างๆ ทั่วโลกนิยมใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร จึงสนพระราชหฤทัยหันมาทรงศึกษาภาษาอังกฤษ เมื่อทรงมีเวลาว่างจะทรงพระอักษรและทรงพระราชนิพนธ์แปลบทความจากวารสารภาษาต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2537 ทรงแปลหนังสือเรื่องนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระ (A Man Called Intrepid) ของวิลเลียม สตีเวนสัน เป็นภาษาไทย ในปีต่อมาทรงแปลหนังสือเรื่องติโต (Tito) ซึ่งเป็นชีวประวัติของนายพลติโต ประพันธ์โดยฟิลลิส ออติ นอกจากนี้ในบทพระราชนิพนธ์เรื่อง Buddhist Economics พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงนำสาระบางตอนจากเรื่อง Smallis Beautiful ประพันธ์โดยอีเอฟ ชูมัคเคอร์ มาประกอบพระราชนิพนธ์แปลเรื่องพระมหาชนกด้วย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีฝีพระหัตถ์เป็นเยี่ยมในด้านการช่าง ทั้งช่างไม้ ช่างโลหะ และช่างกล ซึ่งเป็นงานพื้นฐานด้านวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อยังทรงพระเยาว์ ทรงสร้างมอเตอร์ไฟฟ้าใช้เอง ทรงสร้างเครื่องรับวิทยุร่วมกับพระเชษฐาธิราช โดยซื้ออุปกรณ์ราคาถูกมาประกอบเอง ทรงจำลองสิ่งของต่างๆ ได้หลายอย่าง ทรงประดิษฐ์เครื่องร่อนที่บินร่อนได้จริง ทรงจำลองเรือรบหลวงของไทย ทรงออกแบบและต่อเรือใบตามมาตรฐานสากลด้วย ต่อมาทรงนำ “หลุก” ซึ่งเป็นอุปกรณ์วิดน้ำเข้านาภูมิปัญญาชาวบ้านภาคเหนือ มาเป็นแนวคิดเบื้องต้นที่ทรงออกแบบ กังหันน้ำชัยพัฒนา นับเป็นสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์พระองค์แรกของไทยและของโลก ซึ่งกังหันน้ำชัยพัฒนานี้ ได้รับรางวัลเหรียญทอง จากองค์กรด้านนวัตกรรมแห่งเบลเยี่ยม ในงานแสดงสิ่งประดิษฐ์ใหม่ของโลกวิทยาศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2543 อีกด้วย

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็เป็นพระปรีชาสามารถอีกด้าน ที่ทำให้คนไทยได้ประจักษ์ว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้าแก้ไขปัญหาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น “ฝนหลวง” โครงการสำคัญที่คนไทยรู้จักดี เกิดจากพระราชดำริ เมื่อปี ๒๔๙๘ ขณะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมพสกนิกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปี ๒๔๙๘ ทรงสังเกตเห็นว่าบนท้องฟ้ามีเมฆปกคลุมแต่ไม่รวมตัวกันให้เกิดฝน จึงมีพระราชดำริว่าน่าจะมีมาตรการทางวิทยาศาสตร์มาช่วยให้เมฆเหล่านั้นก่อตัวเป็นเมฆฝนได้, “แก้มลิง” กักตุน พัก แล้วค่อยระบาย, “เขื่อนดิน” อ่างเก็บน้ำที่ไม่ใช้คอนกรีต, “หญ้าแฝก” กำแพงธรรมชาติชะลอน้ำรักษาหน้าดิน, “แกล้งดิน” เปลี่ยนดินเปรี้ยวให้เป็นดินปลูก, “แหลมผักเบี้ย-หนองหาร” บำบัดน้ำเสีย กำจัดขยะมูลฝอย รักษาป่าชายเลน เพื่อสิ่งแวดล้อม, “ไบโอดีเซล” จากครัวสู่ปั้ม จากทำกับข้าวสู่เชื้อเพลิงเครื่องยนต์

ภายใต้ร่มฉัตรแห่งพระบาทสมเด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พสกนิกรชาวไทยต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณและต่างรู้ซึ้งถึงพระอัจฉริยภาพรอบด้านของพระองค์ ที่ทรงนำมาปรับใช้ เพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ของพสกนิกรตลอดมา