สู้กับฝน รอลมหนาว

สู้กับฝน รอลมหนาว

ใกล้จะปลายฝนต้นหนาวแล้ว เป็นช่วงเดือนที่คนไทยส่วนใหญ่รอคอยเพราะมีความเขียวชอุ่ม ของต้นไม้ และอากาศเริ่มเย็นสบาย มีวันหยุดยาวหลายวัน เป็นเทศการของการสังสรรค์ สมาธิในการทำงานก็จะไม่ค่อยมีเพราะอยากจะปาร์ตี้กันอย่างเดียว แต่ช่วงนี้คนไทยก็ยังต้องเผชิญกับพายุปิดท้ายฤดูฝนอีกอย่างน้อย 1 ลูก ถึงแม้จะดีสำหรับเกษตรกร แต่ก็อย่าตกเยอะมากถึงขั้นน้ำท่วมกันอีกเลย

สำหรับสนามกอล์ฟนั้นความจริงแล้วในหน้าแล้งนั้นการดูแลสนามและหญ้ากรีนกลับทำได้ง่ายกว่าหน้าฝนเยอะครับ หากสนามไหนมีระบบชลประทาน มีน้ำเพียงพอ หน้าแล้งนี่กรีนจะดีมากครับ โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาว เพราะเมื่ออากาศหนาวหญ้าจะโตช้ากว่าปกติ ทำให้ speed ของกรีนดี แสงแดดก็มีเพียงพอ ปริมาณน้ำสามารถควบคุมได้ กรีนจึงมีความชื้นที่พอดีไม่มีโรค  ต่างกับตอนนี้ครับ ฝนตกทุกวันไม่มีแสงแดดเลย ทำให้หญ้าบนกรีนดูไม่สมบูรณ์

น้ำฝนนั้นหากเรามีระบบระบายน้ำที่ดี ฝนตกหนักแค่ไหนมันก็ระบายออกได้หมดเพราะด้านใต้กรีนนั้นเป็นทรายประมาณ 50 ซ.ม. แถมยังมีกรวดและท่อระบายน้ำอย่างดี สำหรับสนามเราน้ำมากเกินไปจึงไม่ใช่ปัญหา แต่ผมค้นพบว่าแสงแดดต่างหากที่ทำให้กรีนมีปัญหา เพราะเราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย อาทิตย์ที่ผ่านมาอากาศครึ้มตลอด หญ้าจึงค่อนข้างโทรม โดยเฉพาะกรีนที่อยู่ติดภูเขา   ผมเคยสงสัยว่ากรีนติดภูเขาของเราซึ่งมีอยู่ 4 กรีน ทำไมมันโทรมกว่าหลุมอื่น ปรากฏว่าเป็นเพราะ ภูเขานั้นอยู่ทางทิศตะวันออกของกรีน ตอนเช้าเงาของภูเขาจะตกลงบนกรีนกว่าจะได้แสงแดดก็เกือบ 9 โมงเช้าจึงทำให้กรีนเหล่านี้ขาดแสงแดดไปหลายชั่วโมง ซ้ำร้ายพอช่วงเย็นฝนก็เริ่มตกอีก กรีนเหล่านี้จึงมีปัญหามากหน่อย แบบที่เราก็ต้องรักษากันตามอาการไป แต่กรีนอื่นๆของสนามเราในปีนี้ถือว่าไม่แย่ครับ เราเริ่มรู้ใจหญ้า ส่วนหญ้าก็คงจะปรับตัวเข้ากับอากาศแถวนี้ได้แล้ว

การเล่นกอล์ฟหน้าฝนถ้าท่านนักกอล์ฟไม่กลัวฝน ผมว่าบรรยากาศจะดีมาก เพราะหลายครั้งจะมีหมอกอยู่บนภูเขา ฝนตกก็นั่งพักตามซุ้มได้ สนามภูเขาแฟร์เวย์จะไม่ค่อยแฉะมากเหมือนสนามในกรุงเทพฯเนื่องจากพื้นที่เป็นเนินลาดจึงระบายน้ำได้ดีโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เวลาออกแบบทางระบายน้ำของสนามจึงง่ายมากส่วนใหญ่ดูด้วยตาเปล่าก็รู้แล้ว หากไม่มั่นใจก็มาดูตอนฝนตก แต่มีอยู่หลุมนึงเหมือนกัน ที่ตอนออกแบบนั้นไม่สามารถหาทางระบายน้ำได้เนื่องจากพื้นที่กว่า 10 ไร่นั้น มีระดับที่เท่ากันหมด หลุมนี้จึงเป็นหลุมที่ต้องลงทุนกับระบบระบายน้ำบนแฟร์เวย์มากที่สุด

เรื่องการดูแลสนามนั้นช่วงนี้ลำบากหน่อยก็ต้องแก้ปัญหากันไป แต่ใจก็คิดวางแผนไปถึงปลายปีแล้วว่าจะจัดกิจกรรมอะไรดีสำหรับหน้าหนาวเพื่อเป็นการคืนความสุขให้ลูกค้า(และตัวเอง) สืบเนื่องจากบทความที่แล้วเขียนเกี่ยวกับพี่โก้ Mr. Sax man เลยทำให้อยากจัดคอนเสิร์ทขึ้นมาซักครั้งช่วงหน้าหนาว และแน่นอนผมต้องชวนพี่โก้มาเล่นคอนเสิร์ทแน่นอนเนื่องจากความชอบส่วนตัว แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคิวของพี่โก้จะว่างไหมในช่วงนั้นซึ่งตั้งใจเอาไว้ว่าจะเป็นช่วงเดือน ธันวาคม ซึ่งศิลปินหลายๆท่านจะมีงานเยอะมากในช่วงนั้น และคอนเสิร์ทที่จะจัดก็เป็นคอนเสิร์ทการกุศล ศิลปินที่มาร่วมก็จะมาร่วมงานด้วยใจและจิตอาสา หลายท่านไม่ได้คิดค่าตัวแบบเต็มราคา ผมเองและทีมออแกนไนเซอร์ ซึ่งจะจัดงานนี้ก็ตั้งใจให้งานนี้ เป็นงานการกุศลจริงๆ ซึ่งผู้ที่ได้รับเงินบริจาคจากงานนี้จะได้รับผลประโยช์นอย่างเต็มที่และยั่งยืนไม่ใช่แอบอ้างคำว่าการกุศลแล้วจบงานไปกลายเป็นงาน อกุศล ทุกคนที่มาช่วยก็ควรจะมีความสุขกับงานนี้ทั้ง ศิลปิน,ผู้จัด, และผู้ร่วมงานที่ซื้อบัตรเข้าชม

งานเทศกาลนี้นอกจากมีทั้งดนตรีและศิลปกับธรรมชาติที่สวยงามท่ามกลางขุนเขาและอากาศเย็นสบาย แล้วยังได้แรงบันดาลใจ จากความพอเพียงของชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งเราอยู่ร่วมกันมานานจนรู้ว่าสิ่งที่ชาวบ้านทำอยู่ปัจจุบันนี้คือความ “พอเพียง” จริงๆ และเป็นความพอเพียงที่ไม่ใช่การอยู่กับที่ แต่ชาวบ้านที่นี่ร่วมตัวกันทำเกษตรอินทรีย์ จนได้รับมาตรฐาน เกษตรอินทรีย์ ทั้งยังร่วมกันทำแผนที่แหล่งน้ำโดยได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยงานของรัฐ แต่แรงและใจที่ลงไปนั้นยิ่งใหญ่มาก ผมอยากให้ทุกท่านได้สัมผัส กับชาวบ้านและผู้อยู่เบื้องหลังเหล่านี้จริงๆครับ ว่ามีทั้งระดับคุณหมอ, เจ้าของกิจการเล็กๆในชุมชน,  เกษตรกร, ,ลูกจ้างโรงงาน, ผู้ใหญ่บ้าน หรือใครก็ตามที่อยู่ในชุมชนนี้ร่วมกันพัฒนาชุมชนโดยมีเป้าหมายเดียวกันคือความยั่งยืนและพอเพียง   ภาพการทำงานของคนกลุ่มนี้นอกจากอยู่กันตามทุ่งนาและสวนแล้ว ยังมี ออฟฟิตเล็กๆในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งอุปกรณ์สำนักงานนั้นทีมงานขนกันมาจากบ้านในวันที่มีการประชุม โต๊ะเขียนแบบ (ล่าสุดคือแผนผังน้ำทั้งตำบล) คือพื้นกระเบื้อง โดยผู้เขียนแบบต้องนั่งกับพื้นและใช้ภู่กันแทน เมาส์ และคอมพิวเตอร์ ไม่มีกาแฟ สตาร์บัค ไม่มีค่าโอที คนทำไม่ได้โลห์ ไม่มีเลื่อนขั้น แต่ก็นั่งทำกันจนเสร็จและผลงานออกมาเนี๊ยบกว่าบริษัทเอกชนหลายแห่ง งานเทศกาลที่เราตั้งใจจะจัดครั้งนี้ จะจัดเพื่อให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็นและอิจฉาความสุข ความพอเพียงของคนกลุ่มนี้ ซึ่งเดินตามแนวทางของพ่อหลวงของเรา และเพื่อให้คนชุมชนที่อาจจะยังไม่ ซาบซึ้งถึงสิ่งดีๆที่อยู่รอบตัวอยู่แล้ว ให้ได้เห็นและเข้าใจว่าทำไมคนกรุงเทพฯที่คิดว่ามีความสะดวกสบายพร้อมถึง ต้องยอมเสียเงินเพื่อสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน โดยใช้ศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติเป็นตัวเชื่อม

งานเทศกาลนี้มีการเตรียมการไปแล้วมากกว่าครึ่ง แต่ก็หวังว่ากำหนดการและคิว ศิลปินวึ่งเป็นระดับแนวหน้าของวงการนี้จะว่างตรงกันไม่พลิกล็อค หากมีการคืบหน้าใดๆก็จะนำข่าวสารมาแจ้งให้ผู้อ่านทราบในคอลัมน์นี้ด้วยครับ