การถือศีล 5 นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง – ณวัสน์ วีรนนท์รักษ์

ณวัสน์ วีรนนท์รักษ์
บริษัท เทคนิคอล ลิฟท์ จำกัด
“การถือศีล 5 นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริงของชีวิต”

สมัยยังเด็กครอบครัวของผมทำธุรกิจค้าขายพวกเครื่องหมายข้าราชการ ทหาร ตำรวจ อยู่แถวเสาชิงช้า หลังกระทรวงมหาดไทย ตอนนั้นพ่อแม่ก็มีฐานะพอสมควร ชีวิตก็สุขสบายไม่เดือดร้อนอะไร แต่พออายุผมได้สิบกว่าขวบ ธุรกิจเริ่มประสบปัญหา ทรัพย์สินที่แม่มีก็ขายไปหมดเพื่อใช้ในการเลี้ยงลูกๆ ผมยังเรียนไม่จบก็ต้องออกมาช่วยทำงานหารายได้ช่วยครอบครัว ซึ่งผมเป็นลูกคนที่ 6 จากทั้งหมด 8 คน

เมื่อออกจากโรงเรียนผมก็ไปฝึกงานในบริษัทที่พี่ชายทำอยู่แล้ว ที่ โอทิสเอเลเวเทอร์ เป็นบริษัทที่สร้างลิฟท์ขาย อยู่ในเครือยูไนเต็ดเทคโนโลยีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้ผลิตอุตสาหกรรมหนัก ขนาดใหญ่ เช่น เรือเดินสมุทร เครื่องปฏิกรณ์ปรมณู การสื่อสารดาวเทียม และ ลิฟท์

เมื่อมาทำงานเจ้านายก็เห็นว่าผมขยันขันแข็ง พ่อแม่สอนให้ผมเป็นคนขยันมาตลอด ทุกวันต้องตื่นตี 5 ไม่ว่าจะเป็นวันธรรมดาหรือวันหยุด มีงานอะไรก็ทำหมดไม่เกี่ยง และผมยังเจ้าระเบียบนิดหน่อย รู้จักเก็บเงิน เป็นลูกคนเดียวที่ทำงานเก็บเงินซื้อทองให้แม่ได้ตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ตอนฝึกงานก็เป็นเด็กใช้ง่าย ใครใช้อะไรก็ทำหมด ทุกหน้าที่ทุกตำแหน่ง หรือเรียกกันว่า ออฟฟิศบอย ทั้งรับส่งเอกสาร การเบิกจ่าย งานแวร์เฮ้าส์ จัดซื้อ ฯลฯ ผมทำแม้กระทั่งการไปเบิกเงินเดือนร่วมล้านบาทในสมัยนั้นจากธนาคาร อายุแค่ 17 ปีนับเงินไปมือสั่นไป

ผมยังเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายไฟฟ้า คอยดูแลช่าง หัวหน้าสั่งงานผ่านผมอีกที แรกๆ ก็มีคนมาแนะนำให้กรอกเอกสารแทน สักพักเมื่อเห็นว่าทำได้ดี ก็ปล่อยให้ทำเองทั้งหมด พอแผนกบัญชีมีการส่งใบเวลาทำงาน ก็ให้ผมทำอีก ช่างมาส่งผมก็ต้องคอยตรวจ คอยสรุปรวบรวมเวลาคิดค่าแรง ฝึกได้อยู่แค่สองเดือนเขาก็บรรจุให้เป็นพนักงานประจำ โดยผมต้องเลือกว่าจะกลับไปเรียนต่อหรือทำงานเต็มเวลา ซึ่งผมเลือกทำงาน เพราะได้รับสิทธิ์ที่ดีกว่าคนที่เรียนจบจะได้รับด้วยซ้ำ แล้วผมก็ไปลงเรียนภาคค่ำที่สวนกุหลาบ…

การทำงานมากมายหลายตำแหน่ง ทำให้ผมได้รับความรู้อย่างมหาศาลในเวลารวดเร็ว ตอนเริ่มด้วยความรู้ของเด็ก ม.ศ.4 ภาษาอังกฤษยังไม่ได้ พิมพ์ดีดยังไม่เป็น เขาโยนงานพิมพ์ดีดมาให้ ผมก็ต้องแกะพิมพ์แบบทีละตัว ซึ่งเขาก็ไม่ว่า เพราะผมไม่ได้สมัครไปเป็นเสมียน เป็นงานที่ขอให้ช่วย แต่ผมก็ต้องขวนขวายไปหัดเรียนพิมพ์ดีดในวันหยุดเพื่อเสริมทักษะให้กับตัวเอง

เอกสารที่ต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษ เขาก็โยนมาให้พร้อมกับดิกฯ แล้วให้ผมไปนั่งแปล บอกว่าไม่ต้องกลัว ถ้ามีผิดเดี๋ยวผู้จัดการเขาช่วยแก้ไขเอง พอทำไปได้สองเดือนเขาก็เห็นว่าทำได้ ก็ปล่อยให้ทำเต็มที่ กลายเป็นว่าผมทำงานอยู่ห้าแผนก ทั้งๆ ที่ตำแหน่งจริงๆ เป็นแค่ออฟฟิศบอย แต่เป็นเพราะเราใช้ง่าย ใช้แล้วทำงานให้เขาได้ ก็เลยใช้กันเต็มที่ ซึ่งผมเองก็ไม่เกี่ยง ยินดีทำให้อย่างเต็มที่เช่นกัน แล้วพี่ๆ ก็ยังให้เงินพิเศษบ้างจากการไปช่วยงานต่างๆ ของเขา ทำให้ผมมีรายได้เพิ่มขึ้นมาสำหรับไปเรียนหนังสือ และชีวิตก็สุขสบายขึ้นด้วย….

หลายๆ คนชอบพูดกันว่า บริษัทชอบกดเงินเดือนคนที่ทำงานดี แต่ผมกลับคิดว่า เราต้องย้อนกลับมามองตัวเองก่อนว่า คุณดีจริงหรือเปล่า เพราะถ้าคุณดีจริง บริษัทย่อมต้องการคุณ ถ้าคุณทำงานคุ้มเงินเดือน เขายินดีจ่ายให้คุณแน่ ความคุ้มค่าไม่อยู่ที่อัตราเงินเดือนที่เขาจะจ่ายน้อยๆ แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำงานให้กับบริษัทของคุณต่างหาก คุณต้องทำตัวคุณเองให้มีคุณค่า แล้วทุกคนจะต้องการคุณ…

ผมทำงานอย่างมีความสุขมาก เวลามีช่างขับรถจะไปทำงานเขาก็มักจะเรียกให้ผมติดรถไปด้วย ให้ใส่เสื้อช่างไปกับทีม ตามไปดูพี่ๆ ทำงานบ้าง ไปกินข้าวฟรีบ้าง หรือแม้บางครั้งมีคอนเสิร์ตหรูๆ ในโรงแรมระดับห้าดาว ค่าบัตรราคาแพงๆ ผมก็ยังได้ดูแบบฟรีๆ เพราะแต่งตัวไปเป็นช่างที่คอยเตรียมพร้อมดูแลลิฟท์ให้กับงาน ชีวิตช่วงนั้นสนุกมาก

ตอนออกไปกับช่าง ผมก็คอยหมั่นสังเกตุเวลาที่เขาไปซ่อม เพราะเรื่องแบบนี้เขาไม่สอนกัน เราต้องรู้จักจดจำ เรียนรู้เอาเอง แล้วผมก็อยู่กับเอกสาร แบบการก่อสร้าง วงจรไฟฟ้า ทุกอย่างอยู่กับผม หัวหน้าช่างทั้งแผนกติดตั้งและแผนกซ่อม มักจะฝากงานไว้ให้กับผมเป็นประจำ จนกลายเป็นว่าผมต้องทำหน้าที่หัวหน้าไปโดยปริยาย จะทำอะไรทุกอย่างก็ต้องผ่านผม แล้วผมก็ยังมีความสัมพันธ์อันดี สนิทสนมกับพวกช่างแบบไปไหนไปกัน ผมก็ทำงาน เรียนภาคค่ำไปด้วยจนจบ

นอกจากงานประจำที่ทำแล้ว ผมยังได้ออกไปช่วยงานสังคมภายนอกอีกหลายอย่าง เช่น งานของ สมาคมนักธุรกิจรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งผมได้รับจดหมายเชิญให้ไปอบรม และยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาฯ ของรุ่น ต่อมาเลื่อนเป็นผู้ช่วยเลขาฯ ของสมาคมฯ ซึ่งมีสมาชิกทั่วประเทศกว่าห้าหมื่นคน ระหว่างนั้นยังเคยได้รับมอบหมายให้เป็นประธานจัดงาน เดินวิ่งการกุศลเทิดพระเกียรติในหลวง 75 ปี ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่และเป็นเกียรติมากๆ สำหรับผม แล้วยังได้เป็นประธานทอดกฐินของกองทัพภาคที่ 1 ก่อนจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้พิพากษาสมทบแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว จ.ปทุมธานี อยู่หลายปี โดยเริ่มตั้งแต่เมื่ออายุแค่ยี่สิบกว่าๆ และยังทำงานเพื่อสังคมอื่นๆ อีกหลายอย่าง ทั้งนี้ก็เพราะผมมีเพื่อนเยอะ มีผู้ใหญ่ชักชวนให้ทำอะไรก็ทำ

ทำงานอยู่ได้พักใหญ่ๆ เจ้านายฝรั่งก็เรียกตัวไปพบ แล้วให้เขียนรายละเอียดของหน้าที่การทำงานของผมว่ามีอะไรบ้าง เมื่อผมเขียนรายงานไปเขาก็ตกใจ เพราะหน้าที่ของผมมันเยอะเกินไปจนไม่อยากจะเชื่อ จนเขาถามว่าคุณโกหกผมรึเปล่า ซึ่งผมก็ตอบไปว่า ผมสามารถพิสูจน์ให้ดูได้ทันที ถามมาผมจะตอบ เพราะถ้าไม่ลงมือทำเองแล้ว จะไม่มีทางตอบคำถามที่มีรายละเอียดมากมายเหล่านี้ได้เลย ซึ่งทุกคำถาม ผมตอบได้หมด

กลายเป็นว่าผมทำงานเยอะเกินไป เขาก็กลัวว่า เราจะเป็นตัวแปรสำคัญ ถ้าไม่มีเราอาจจะทำให้บริษัทเสียหาย เพราะทุกอย่างอยู่ที่เราเพียงคนเดียว ซึ่ง จากที่ผมได้ทำงานทุกฝ่ายทุกแผนก ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับธุรกิจอย่างมหาศาล ทั้งการผลิต การซ่อม เทคโนโลยี อะไหล่

การจะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจได้นั้น เราต้องมีความรอบรู้สะสมมาตั้งแต่พื้นฐาน แล้วโอกาสในการทำธุรกิจแล้วประสบความสำเร็จก็ย่อมสูงตามไปด้วย เพราะเรารู้ลึก รู้จริง

ตั้งแต่เมื่อทำงานไปได้ราวห้าปี ผมก็ได้เริ่มชักชวนเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กช่างกล ให้เตรียมการล่วงหน้าเพื่อจะมาเปิดบริษัทด้วยกัน โดยได้วางหมากไว้ว่า ให้เพื่อนไปทำงานโรงงาน คนไหนควรจะไปทำงานอะไรก่อนเพื่อศึกษางาน เช่น งานช่าง การตลาด แล้วอีก 3-4 ปีค่อยมารวมตัวกัน แต่เอาเข้าจริงๆ กลุ่มเพื่อนที่มีกันอยู่ห้าคน ก็เหลือแค่สองคน ทำให้เราเริ่มธุรกิจของตัวเองไม่ได้ ผมก็หมดกำลังใจ

ผมก็พยายามสร้างทีมงานต่อไป ขณะเดียวกันก็เกิดความโชคร้ายในความโชคดี เพราะผู้จัดการกับรองฯ เกิดทะเลาะกัน และต้องการแยกบริษัทออกไป ทำให้ฝรั่งปลดพนักงานออกทั้งหมด ส่วนผมก็ต้องเลือกว่าจะไปทางไหน ถึงจะอยู่ต่อก็ไม่มีความสุข เพราะขาดความไว้วางใจซึ่งกันและกันอีกต่อไป ทำให้ผมตัดสินใจลาออก

ข้อมูลในหัวผมยังมีอยู่เยอะ ก็อยากจะทำธุรกิจทางด้านลิฟท์ต่อ ขณะที่เงินทุนที่เปิดบริษัทเองยังไม่มี สิ่งเดียวที่ติดตัวอยู่ก็คือ ความรู้ ความสามารถ ผมก็มานอนคิดหาวิธีเริ่มธุรกิจ ในที่สุดก็เลือกการทำแบบเริ่มจากที่ต่างจังหวัดก่อน ทั้งหาดใหญ่ โคราช อุดรธานี ทันทีที่ผมเข้าไปถึงทุกคนให้การต้อนรับแบบคาดไม่ถึง เพราะต่างจังหวัดไม่เคยมีใครมาสนใจ ลิฟต์ที่เขามีอยู่ไม่มีใครมาดูแล เราก็เข้าไปรับบริการ ปรับปรุง ซ่อมแซม บำรุงรักษา ด้วยคุณภาพมาตรฐาน ในราคาที่เขาพึงพอใจ แค่เดือนแรกเดือนเดียวผมก็ทำกำไรทะลุเป้าไปเยอะแล้ว

ผมรับงานของชลประทานซีเมนต์ ขณะที่ยังไม่มีเงินซื้อรถ ต้องนั่งรถเมล์แล้วเดินจากถนนมิตรภาพเข้าไปโรงงาน ระยะทางกิโลกว่า เพื่อไปขายการบำรุงรักษา ทุกคนก็มาประชุมซักถามแนวทางของผมราวกับสอบวิทยานิพนธ์ ซึ่งผมก็ตอบไขข้อสงสัยได้ทุกเรื่อง จนได้สัญญาการทำงาน เขาก็ถามว่าผมมาที่นี่ยังไง พอตอบว่าเดินเข้ามา ทุกคนก็งงกับผม แต่งานนี้อุปสรรคไม่ใช่เรื่องความยากทางเทคโนโลยี แต่เป็นการความลำบากในการทำงาน เพราะต้องอยู่ใกล้กับเตาเผาปูนซึ่งมีความร้อนสูง จนไม่มีคนทำ แต่ผมก็อดทนทำจนสำเร็จ ไม่เกี่ยงงาน เพราะเราเพิ่งจะเริ่มต้น

บริษัทเราเริ่มสร้างลิฟท์ส่งให้ตามหน่วยงานต่างๆ โดยใช้ชื่อว่า เทคนิคอล ลิฟท์ เพราะสื่อถึงเทคโนโลยี ซึ่งเป็นของเราเองทั้งหมด เริ่มจากการทำลิฟท์ขนาดเล็กเพื่อส่งอาหาร หรือออกแบบทำลิฟท์ส่งเอกสารให้กับโรงพยาบาล รวมทั้งทำลิฟท์ให้กับศูนย์เทคโนโลยีแห่งประเทศไทยที่เราภาคภูมิใจ

เรามีการออกแบบลิฟท์ให้มีความเหมาะสมกับการใช้งานในประเทศไทย สิ่งใดที่ไม่จำเป็นตัดออกได้เพื่อลดต้นทุนเราก็ไม่นำมาใส่ให้เป็นภาระของผู้ซื้อ แต่สิ่งใดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประสิทธิภาพ ความปลอดภัย เราทุ่มเทให้เต็มที่ ใส่ให้เกินกว่ามาตรฐาน

การจะประสบความสำเร็จในธุรกิจได้นั้น ผมเชื่อว่าต้องมีหลายสิ่งประกอบกัน ตั้งแต่ 1. ความรู้พื้นฐาน ซึ่งได้สะสมมาตั้งแต่อยู่กับบริษัทเดิมที่เป็นผู้ผลิตลิฟท์รายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก 2. ประสบการณ์ทำงาน เพราะผมลงมือทำงานมาแล้วด้วยตัวเองทุกหน้าที่ ทำให้รู้วิธีการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น การผลิตเราก็มุ่งมั่นให้มีข้อผิดพลาดเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำยากมาก แต่เราก็ตั้งใจที่จะทำ 3. การศึกษาช่วยให้เราเปิดโลกทัศน์ รู้ทันโลก ผมจึงต้องไปศึกษาต่อ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การทำธุรกิจต้องมีจรรยาบรรณ ผมยึดมั่นในระบบคุณธรรม ไม่เอาเปรียบลูกค้า อย่างเรื่องความปลอดภัย ถึงลูกค้าไม่รู้เราก็ทำให้ตามมาตรฐาน ถึงลูกค้าไม่ถาม ไม่ซื้อ เราก็ใส่ให้ แต่ถ้าลูกค้าจะตัดออก เราก็ไม่ขาย เพราะเขาเองจะไม่ปลอดภัย เพราะหากเกิดปัญหาขึ้น เราเองนั่นแหล่ะที่จะต้องเป็นผู้ได้รับผลกรรม การได้เงินมาแต่คนอื่นต้องเดือดร้อนหรือสูญเสีย ถือเป็นความล้มเหลวไม่ใช่เป็นการประสบความสำเร็จ ธุรกิจแบบนี้ผมไม่ทำเด็ดขาด

บริษัทเราก่อตั้งมาเมื่อปี 2526 สามสิบกว่าปีที่ดำเนินกิจการมา เราได้รับความไว้วางใจจากหน่วยงาน องค์กรต่างๆ ไม่ใช่แค่จากประเทศไทยเท่านั้น ระดับสากลเราก็ยังเคยรับผิดชอบดูแลมาแล้ว เช่น เราเคยทำงานให้กับประเทศอังกฤษ ไปติดตั้งลิฟท์ในประเทศอาฟริกา, คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย, โรงแรมรีสอร์ทของประเทศแซมเบีย ฯลฯ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลิฟท์ที่เราสร้างเองและนำไปติดตั้งเองทั้งสิ้น

บริษัทลิฟท์ใหญ่ๆ มักจะทำงานได้เฉพาะตามสเปกที่ถูกกำหนดมา จึงเป็นข้อจำกัดในกรณีที่ลูกค้ามีความต้องการลิฟท์แบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งนับเป็นโอกาสของเราในการออกแบบและผลิตลิฟท์ให้ได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ในคุณภาพมาตรฐานและราคาสมเหตุสมผล

ผมทำงานมาสามสิบกว่าปีแบบไม่มีพนักงานขาย อาศัยปากต่อปาก ผมเคยเจอลูกค้าที่เซ็นสัญญาซื้อรายอื่นไปแล้ว แต่ผมก็ยังยินดีพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในเรื่องลิฟท์กับเขาแบบเป็นวิทยาทาน โดยไม่คำนึงว่าเขาจะต้องมาเป็นลูกค้าหรือซื้อของกับเราเท่านั้น ผมต้องการให้ผู้ใช้ลิฟท์มีมีความรู้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง ทราบถึงข้อเท็จจริง เหตุผลเชิงวิชาการ ทำให้ลูกค้าที่ตัดสินใจซื้อจากเรามีความมั่นใจอย่างเต็มที่

สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นก็คือเรื่องความปลอดภัยที่เราให้สูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน เรายอมขาดทุนกำไรไปบ้างเพื่อให้สินค้าขายได้ ดีกว่าจะเอากำไรมากขึ้นแต่กลับขายไม่ได้ เราต้องไม่เห็นแก่เงิน ต้องคิดให้เขาก่อน แล้วเขาถึงจะซื้อเราอย่างเต็มใจ

สิ่งสำคัญอีกอย่างของชีวิตคือการศึกษา ทำไมผมถึงต้องขวนขวายไปเรียน ปริญญาโทที่สแตมฟอร์ดอีก หลังจากจบปริญญาตรีที่ราชภัฏสวนสุนันทามาแล้ว ทั้งนี้ก็เพราะ ความรู้จะทำให้เรารู้จักประยุกต์ความคิดที่สะเปะสะปะ ให้เป็นระบบ แล้วนำมาใช้ได้จริงในชีวิต ไม่เฉพาะกับธุรกิจเท่านั้น การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันในชุมชม การเป็นผู้นำ เป็นตัวแทนเรื่องต่างๆ ผมก็ทำได้

ผมเป็นคนทำงานเร็ว ละเอียดรอบคอบ ทำงานเป็นระบบ สามารถทำงานหลายๆ อย่างได้พร้อมๆ กัน เคยทำงานที่แตกต่างกันถึงห้าสมาคม ผมก็มีกระเป๋าห้าใบ แยกจัดเอกสารของแต่ละสมาคมไว้เรียบร้อย ไม่ต้องไปค้นหาให้วุ่นวาย จะไปงานไหนก็หยิบใบนั้นไปได้เลย เมื่อเราเรียนเรื่องเหล่านี้มาแล้วก็ต้องใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริง

การเป็นคนดีนั้น บางครั้งคนเราอาจจะคิดว่ามันทำยาก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เรื่องยากเลย ผมเคยมีประสบการณ์ในการเป็นผู้พิพากษาสมทบฯ เคยเจอเด็กที่ก่อคดี เจ้าทุกข์ก็ต้องการจะเอาเรื่องลงโทษเด็ก เด็กก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำนั้นมันคือความผิด ผมจึงต้องใช้วิธีการเปรียบเปรย ว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ถ้ามีคนอื่นมาทำแบบนี้กับเขาบ้าง เขาจะชอบหรือไม่ ซึ่งเขาก็เริ่มเข้าใจและรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นมันไม่ใช่เรื่องดี เมื่อเด็กสำนึกผิดแล้ว ความโกรธเกลียดของเจ้าทุกข์ก็จะกลายเป็นความเมตตา อยากให้โอกาสกับชีวิตที่ยังมีอนาคตอีกยาวไกล

การลงโทษนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก แต่นั่นไม่ใช่วัตถุประสงค์ของสังคมเลย เราอยากได้เด็กที่มีจิตสำนึกเป็นคนดีกลับเข้าสู่สังคม ไม่ใช่ต้องการให้ลงโทษแล้วเด็กไม่สำนึก ทำความผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ซึ่งการจะทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนั้น ต้องใช้ทั้งหลักรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ควบคู่กันไป

การสอนให้เด็กเป็นคนดีนั้น เขามักจะคิดว่าเป็นเรื่องยาก แต่เราจะสอนเขาอย่างไรให้เป็นคนดีภายในหนึ่งชั่วโมง ผมยึดถือใช้หลัก ศีล 5 ท่องให้เขาว่าตาม แล้วแปลความหมายให้ฟัง ในแต่ละข้อเราก็ต้องปฏิบัติด้วย เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขาได้

คนเราถ้ายึดถือศีล 5 เป็นหลักประจำชีวิต เชื่อได้เลยว่า ชีวิตนี้มีแต่ความสุขความเจริญครับ

0616_int Exc 2

0616_int Exc 3