คอลัมน์ในอดีต

แก้วใจจุลจอม : พระเมรุมาศ (1)

พระเมรุมาศ (1)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีรับสั่ง คำจาฤกตั้งหน้าพระศพ ดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เสด็จมายังโลกนี้ ณ วัน ๗ฯ๑๒  ค่ำ ปีวอก โทศก ณ รัชกาลที่ ๔ จุลศักราช ๑๒๒๒ ตรงกับวันที่ ๑๐ โนแวมเบอ ปีมัคฤสต์ศักราช ๑๘๖๐ สิ้นพระชนม์ ณ วัน ๒ฯ๘ ๗ ค่ำ ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ ตรงกับวันที่ ๓๑ เม. ปีมัคฤสต์ศักราช ๑๒๘๐ คิดวันพระชนมพรรษานับตั้งแต่วันประสูติ เป็นที่หนึ่งได้ ๗๑๔๒ วัน คิดเป็นปีได้ ๑๙ ปี ๖ เดือน ๒๒ วัน

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ โสภางคทัศนียลักษณ์ อรรควรราชกุมารี เสด็จมายังโลกนี้ ณ วัน ๒ ๑๔ฯ ๙ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิ์ศก จุลศักราช ๑๒๔๐ ตรงกับวันที่ ๑๒ ออคัสต์ ปีมัคฤสต์ศักราช ๑๘๗๘ สิ้นพระชนม์ ณ วันที่ ๒ ฯ๘ ๗ ค่ำ ปีมะโรง โทศก ๑๒๔๒ ตรงกับวันที่ ๓๑ เมย ปีมัคฤสต์ศักราช ๑๒๘๐  คิดวันพระชนมพรรษา นับตั้งแต่วันประสูติเป็นที่หนึ่งได้ ๖๕๘ วัน คิดเป็นปีได้ ๑ ปี ๙ เดือน ๒๐ วัน

พระศพของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระราชธิดา พระราชโอรสที่อยู่ในพระครรภ์ ตั้งบำเพ็ญพระราชกุศลตามประเพณีอยู่ที่หอธรรมสังเวช เรื่อยมาระหว่างนั้นก็มีการบำเพ็ญพระราชกุศลตามประเพณีสมัย จนถึงวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๒๓ ก็ได้กำหนดพระราชทานเพลิง ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ปรากฏรายละเอียดในจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ประจำวันที่ ๔๕๐๐ ตรงกับ อาทิตย์ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๔๒๓ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะโรง โทศก จุลศักราช ๑๒๔๒ ความว่า…

“…ก่อนเวลาย่ำรุ่งที่หอธรรมสังเวช เจ้าพนักงานรื้อพระโกศ ซึ่งประกับรองพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์ และจัดกระบวนแห่เตรียมไว้ พอเวลาย่ำรุ่งเศษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกประทับหอธรรมสังเวช ทรงพระกรุณาโปรดฯ ให้เจ้ากรม ปลัดกรมพระตำรวจเชิญพระโกศทั้งสองลงจากหอธรรมสังเวช มาขึ้นพระยานุมาศสามคานที่หน้าหอธรรมสังเวช เจ้าพนักงานประกับพระโกศทองใหญ่ทรงพระศพสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระโกศทองน้อยซึ่งโปรดให้หุ้มทองคำใหม่ ทรงพระศพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพ็ชรรัตน์เสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกประตูศรีสุนทรเลี้ยวไปออกประตูพิทักษ์บวร เลี้ยวถนนหว่างอุโบสถวัดพระเชตุพนกับกุฏิ ประทับพลับพลายกหน้าวัดพระเชตุพน ขณะนั้นขบวนแห่เตรียมพร้อมแล้ว เวลาเช้า ๒ โมงเศษ โปรดให้แห่พระศพแต่หอธรรมสังเวชไปออกประตูพิทักษ์บวร ไปเลี้ยวถนนหว่างอุโบสถวัดพระเชตุพน ไปพักหน้าวัดพระเชตุพน เชิญพระศพเทียบกับเกรินไว้ เมื่อเวลาแห่ไปจากหอธรรมสังเวชนั้นมีเทวดาเครื่องสูงกลองชะนะ และเสลี่ยงโยงโปรยกับพระยานุมาศสามคาน พระศพและข้าหลวงมหาดเล็กตามเท่านั้น แล้วกรมภูษามาลาเลื่อนพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าจากสามคานขึ้นเกรินบันไดนาค ขึ้นไปประทับพระมหาพิไชยราชรถเสร็จแล้วเลื่อนพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอจากพระยานุมาศมาขึ้นเกรินบันไดนาคขึ้นไปประทับเวไชยยันตราชรถ เชิญพระโกศสถิตย์ในรถทั้งสองเสร็จแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดผ้าขาว พระพิมลธรรม พระราชาคณะ ถานาเปรียญสดับปกรณ์หน้ารถทั้งสองพระศพ ในที่นั้นมีสมเด็จกรมพระ ทูลกระหม่อมพระองค์ใหญ่พระองค์น้อย เจ้านายต่างกรมและยังไม่ได้ตั้งกรมเฝ้าอยู่ที่นั้น แล้วสมเด็จเจ้าพระยามาเฝ้าอยู่ที่นั้นด้วย ครั้นสดับปกรณ์แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินแต่พลับพลายกวัดพระเชตุพน ไปประทับพลับพลายกหน้าพระเมรุด้านตะวันออก เวลาเช้า ๕ โมง เดินกระบวนแห่มีทหารและธงชาย ธงตะขาบ ธงต่างๆและเครื่องผ้าเหลือง เครื่องสังเค็ดยอด และรูปสัตว์ต่างๆแบกบุษบก ผ้าไตรมีระทาผ้าขาวเหลือง เครื่องบำเพ็ญพระราชกุศลต่างๆเป็นอันมาก มีแรดทรงบุษบกเพลิง เทวดาคู่แห่กลองชะนะ แตรสังข์เครื่องสูง บังแซกคู่เคียงตามโบราณราชประเพณี และมีกรมพระปวเรสวริยาลงกรณ์ ทรงอ่านพระอภิธรรมนำหน้ารถ พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าไชยยันตมงคลทรงโปรย รถพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณทรงถือแว่น และโยงถึงพระมหาพิไชยราชรถเวไชยยันตราชรถซึ่งทรงพระศพทั้ง ๒ กระบวนหลังมีเครื่องและข้าหลวงมหาดเล็ก เครื่องสังเค็ดยอด และเครื่องไทยทานต่างๆ ซึ่งพระราชทานบริจาคเป็นเอนกอนันต์ ครั้นกระบวนถึงหน้าพระที่นั่งสุทไธศวรรย์ทหารปืนใหญ่ก็ยิงสลุต ๒๑ นัด ครั้นกระบวนถึงหน้าพระเมรุ ราชรถทั้ง ๒ ประทับหน้าพระเมรุเจ้าพนักงานตั้งเกรินพาดบันไดนาคเลื่อนพระโกศสมเด็จพระนางเจ้า และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอลงจากพระมหาพิไชยราชรถเวไชยยันตราชรถเลื่อนขึ้นยานุมาศสามคานโดยเรียบร้อย แล้วกรมพระปวเรส พระองค์สวัสดิโสภณ พระองค์เจ้าไชยยันต์ก็เสด็จขึ้นยานุมาศแล้วเหยียบยานุมาศสามคานพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าเข้ากับเกยที่บันไดพระเมรุ เลื่อนพระโกศจากสามคาน ขึ้นบนเกรินเลื่อนไปตามตะพาน ไปขึ้นบันไดนาคขึ้นไปถึงทางแยกๆไปถึงพระเบ็ญจาทองคำ เชิญพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าสถิตย์บนพระเบ็ญจาทองคำ ๓ ชั้นด้านเหนือ เสร็จแล้วจึงเชิญพระโกศสมเด็จพระเจ้าลูกเธอขึ้นไปดังเช่นว่าแล้ว แยกไปตามทางเชิญสถิตย์บนพระเบ็ญจาทองคำด้านใต้เสร็จแล้ว เสด็จประทับพระเมรุมุขเหนือ พระบรมวงศานุวงศ์เฝ้า เจ้าพระยาภาณุวงศ์นำกงสุลต่างประเทศเฝ้า เวลาบ่าย ๒ โมง ทรงทอดผ้าไตรสังเค็ด สดับปกรณ์ เสด็จพระที่นั่งทรงธรรม

“อนึ่ง เกรินคราวนี้ทำแปลกกว่าทุกคราว เพราะเกรินนั้นเป็นแบบต้องตั้งด้านเหนือหรือด้านหน้าเท่านั้น  คราวนี้จะตั้งด้านเหนือเล่าก็จะต้องเชิญพระโกศพระเจ้าลูกเธอขึ้นก่อน ทรงพระราชดำริว่า อยากจะเชิญพระโกศสมเด็จพระนางเจ้าขึ้นก่อน จึงโปรดให้สมเด็จกรมพระคิดตั้งด้านหน้ามุขตะวันออก ทำทางแยกไปตามพระเบ็ญจาทั้งสองคิดทำใหม่ใช้ดูเรียบร้อยดีและตะพานซึ่งเลื่อนพระโกศจากสามคานมานั้นก็เป็นของทำใหม่ด้วยเพราะมีพระราชประสงค์จะมิให้รื้อพระโกศประกับอย่างเช่นแต่ก่อนบ่อยๆได้ รื้อคราวเดียว แต่เมื่อเชิญลงจากหอธรรมสังเวชคราวเดียว

“เวลาบ่าย ๕ โมง เสด็จออกประทับพระเมรุด้านตะวันออก พระญวน พระจีน และขุนนางจีนเจ้าภาษีตั้งเครื่องพระญวนพระจีนสวดกงเต๊กครั้นแล้วเสร็จ พระราชทานผ้าไตรญวนบริขารแก่พระญวนพระจีนแล้วเสด็จพระราชดำเนินออกพลับพลามวย ทรงโปรยทานแก่พระบรมวงศานุวงศ์ข้าราชการ และกงสุลต่างประเทศ แล้วโปรดให้เทวดาทิ้งทานตามต้นกัลปพฤกษ์ทุกต้น มีรำง้าวคู่ ๑ หม่อมราชวงศ์กลมกับนายเสน่ห์ เวลาค่ำทรงดอกไม้เพลิงมีดอกไม้ต่างๆ รำโคมสิงห์โตมังกรตามธรรมเนียมเวลา ๒ ทุ่มเศษ เสด็จกลับพระเมรุสดับปกรณ์ผ้าไตรสังเค็ต เอก โท สลากแล้วเสด็จกลับประทับพระที่ทรงธรรม มีเทศนา ๒ กัณฑ์ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ถวายเทศนาพระสังคินี พระพิธีธรรมวัดบวรนิเวศสวดพระสังคินีจบแล้ว พระพิมลธรรมเทศนาพระวิภังค์ พระพิธีธรรมวัดพระเชตุพนสวดพระวิภังค์จบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินพระเมรุ เสด็จประทับตรัสกับสมเด็จกรมพระหน่อยหนึ่งแล้วพระราชทานสลากสมเด็จกรมพระ และคนอื่นๆแล้วเสด็จกลับพระที่นั่งทรงธรรม ทรงโปรยสลากเจ้านายเล็กน้อยเวลา ๕ ทุ่มเศษ เสด็จเข้าพระบรมมหาราชวังวันนี้มีการมหรศพเต็มที่ โขน ๒ โรง หุ่น ๒ โรง งิ้ว ๑ โรง หนังโรง โรงรำก็เล่นทุกช่องระทา ๑๒ โรง

“ข้าราชการนุ่งสมปักลายทองขาว คาดครุยสวมเสื้อขาว ข้าหลวงเดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า และในปัจจุบันนุ่งขาว อนึ่งการแจกมะนาวนั้น ผู้ใดถวายผ้าขาวแล้ว ต้องมารับต่อหน้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ ตั้งแจกที่คตพระเมรุหน้าพระที่นั่งทรงธรรม ผู้ที่ถวายของนั้น พระราชทานสิ่งของตอบแทนตามควร เป็นพนักงานไปรเวตสิเกรตารีออฟฟิศ…”

มณีจันทร์ฉาย