คอลัมน์ในอดีต

แก้วใจจุลจอม : ลำน้ำเจ้าพระยา ลำน้ำแห่งความวิปโยค (1)

ลำน้ำเจ้าพระยา…ลำน้ำแห่งความวิปโยค 1

เรื่องราวขององค์เจ้าหญิงสุนันทา ซึ่งอุบัติภายใต้ร่มแห่งมหาเศวตฉัตร เป็นเรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิดว่านาทีแห่งโศกนาฏกรรมกลางลำน้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2423 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้ทรงสูญเสียพระนางอันเป็นที่รัก พระราชธิดา พระราชโอรสที่ยังมิลืมตาขึ้นดูโลก เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ นำความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงนักในครั้งกระโน้น เป็นการสูญเสียที่มหาศาล หากไม่หนักหนาจะไม่มีใครเห็นน้ำพระเนตรของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่5)ท่านหลั่งไหลด้วยมิอาจจะกลั้นความทุกข์ระทม ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักย่อมเกิดความทุกข์ ที่มนุษย์ทุกคนต้องพบเจอไม่มีวันที่จะหลีกเลี่ยงได้ก็จริง แต่มันช่างรวดเร็วนักและโหดร้ายเกินกว่ามนุษย์ใดจะทำใจได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่มีใครเคยคาดคิด แต่มันเกิดขึ้นแล้ว เกิดขึ้นจริงๆกับพระองค์เจ้าหญิงผู้น่าสงสาร พระราชธิดาองค์น้อย พระราชโอรสในพระครรภ์ คงไม่มีวัน ที่คนไทยทั้งชาติจะลืมเลือนเหตุการณ์ เรือพระประเทียบล่มในครั้งนั้นได้ เป็นความเศร้าลึกของ “จักรีวงศ์” เสมือนหนึ่งเป็นนวนิยายแห่งราชวงศ์จักรีที่ยังคงเป็นความทรงจำของคนไทยนานเท่านาน

ก่อนจะเสด็จบางปะอิน พระนางอันเป็นที่รักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่5) ได้ทรงพระสุบินเป็นลางร้ายเพื่อบอกเหตุ แต่มิได้ทรงเล่าให้พระราชสวามีฟัง โดยเกรงว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่5)จะงดการเสด็จพระราชวังบางปะอิน แต่ทรงเล่าให้พระองค์เจ้าประดิษฐสารี ผู้เป็นพระน้องนางเธอ และเจ้านายใกล้ชิดได้รับรู้ ว่า… “พระองค์ได้เสด็จไปยังสะพานแห่งหนึ่งพร้อมด้วยพระราชธิดา ขณะกำลังเสด็จดำเนินข้ามสะพานนั้น สมเด็จเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ พลัดตกลงไปในน้ำ พระองค์ตกพระทัยรีบฉุดพระหัตถ์พระราชธิดาขึ้นมาได้ครั้งหนึ่ง แต่ทว่าลื่นหลุดพระหัตถ์ตกลงไปในน้ำอีก พระองค์จึงทรงไขว้คว้าตามฉุดพระราชธิดาจนพระองค์เสียหลักพลัดตกลงไปในน้ำกับพระราชธิดาองค์น้อยด้วย”

ถึงแม้ในพระสุบิน จะทำให้พระองค์เจ้าหญิงสุนันทาทรงหวาดหวั่นอยู่บ้างแต่ด้วยเกรงว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะทรงงดเสด็จบางปะอินถ้าเล่าเรื่องพระสุบินดังที่ตั้งพระทัยเพราะพระราชวังบางปะอินนี้ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทราบดีว่าเป็นพระราชวังที่พระองค์เจ้าหญิงสุนันทาทรงโปรดปรานยิ่งนัก การเสด็จในครั้งนี้จัดเตรียมไว้เพื่อพระองค์เจ้าหญิงสุนันทาและพระราชธิดาองค์น้อยโดยเฉพาะ

พระมหากษัตริย์ตั้งแต่สมัยอยุธยาเสด็จประพาส โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าปราสาททองเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกพอพระทัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็นพระราชวังเพื่อเป็นสถานที่สำหรับเสด็จมาเปลี่ยนพระอิริยาบถ บางปะอิน เมื่อก่อนเป็นเพียงตำบลเล็กๆในแขวงเมืองกรุงเก่า เหตุที่ชื่อบางปะอิน เล่ากันเป็นตำนานต่อๆกันว่าพระเอกาทศรถเกิดเรือมาล่มกลางลำน้ำแห่งนี้ มีหญิงสาวชื่อ “อิน” ช่วยเอาไว้จึงได้ชื่อว่า “บางปะอิน” โดยมีรายละเอียดดังนี้

คำว่า “บางปะอิน” เป็นคำกายสิทธิ์สำหรับชาววัง โดยมีความหมายมาจากคำว่า
บาง หมายถึง หมู่บ้านที่มีน้ำท่วมถึง
ปะ หมายถึง พบ
อิน หมายถึง ชื่อของหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่ง

พระราชวังบางปะอิน เป็นสถานที่อันเป็นเอกในหลายด้าน ดังที่มีผู้กล่าวไว้ว่า เป็น

ต้นราชวงศ์ปราสาททอง
แผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง
รวมปวงสถาปัตยกรรม
ผู้นำประชาธิปไตย
ใส่ใจในด้านการศึกษา
พัฒนาเรื่องที่ดิน

ตามตำนานเล่าว่า เมื่อครั้งสมัยอยุธยา ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเอกาทศรถ ขณะทรงเป็นพระมหาอุปราชได้เสด็จพระราชดำเนินลงมาทางใต้ตามลำน้ำเจ้าพระยา ขณะเสด็จกลับพระนครเกิดพายุหนัก ทำให้เรือพระที่นั่งล่มตรงเกาะบ้านเลน สมเด็จพระเอกาทศรถทรงว่ายน้ำเข้าฝั่งไปพบหญิงสาวคนหนึ่งชื่อ “อิน” ได้เป็นบาทบริจาริกา ต่อมานางอินได้ตั้งครรภ์ คลอดบุตรมาเป็นชาย สมเด็จพระเอกาทศรถทรงทราบ ทรงนำไปชุบเลี้ยงในกรุงศรีอยุธยา ต่อมาได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ ๒๔ ของกรุงศรีอยุธยา เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง ทรงพระนามว่า สมเด็จพระศรีสรรญ์เพชรที่ ๕ (พระเจ้าปราสาททอง)

ในปี พ.ศ. ๒๑๗๕ พระราชเทวีประสูติกุมารองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระนารายณ์ราชกุมาร ในปีนั้นจึงทรงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระที่นั่งองค์หนึ่งพระราชทานนามว่า “พระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์” ซึ่งเป็นพระราชนิเวศแห่งเดียวที่อยู่นอกพระเนตร

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๐ พระราชวังแห่งนี้ถูกทอดทิ้งเป็นเวลา ๘๐ กว่าปี

พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์จะเสด็จมาประทับยามฤดูร้อน ตราบจนกรุงศรีอยุธยาล่มสลาย ในคราวศึกสงครามกับพม่า ล่วงเลยมาถึง “ราชวงศ์จักรี” มหาราชธานีย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพมหานคร “บางปะอิน” ถูกทิ้งเป็นพระราชวังร้าง จนถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงทราบว่าบริเวณแห่งนี้เคยเป็นพระราชวังเก่าจึงได้มาปรับปรุงและบูรณะฟื้นพระราชวังให้กลับมาดั่งเดิม โดยใช้เรือพระที่นั่ง ชื่อ “อรสุมพล” เป็นเรือที่ใช้ไอน้ำ ใช้ใบจักรแทนฝีพายลำแรก แห่งแผ่นดินไทย ได้ทำให้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวโรกาสเสด็จถึงตำบลบางปะอินครั้งแรก และปรับปรุงสถาปนา “พระราชวังบางปะอิน”ขึ้นใหม่ และพระองค์เสด็จมาประทับบ่อยๆ ครั้งถึงสมัยรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ก็ตามเสด็จสมเด็จพ่ออยู่หัวเป็นนิตย์ พระองค์เจ้าหญิงสุนันทา หลังได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมเหสีก็ติดตามพระสวามี หลายครั้งหลายคราวเช่นกัน และเป็นที่โปรดปรานยิ่งนัก พฤกษานานาชนิด พร้อมทั้งมวลดอกไม้ ทิวทัศน์อันงดงามตามธรรมชาติ เป็นที่พอพระทัยและเป็นที่ประทับพักผ่อนด้วยความสำราญ และที่สำคัญ พระราชวังบางปะอินที่สร้างขึ้นใหม่ตามพระทัยของพระองค์เอง จึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ข้าราชบริพาร ข้าหลวงทั้งหลายว่า “พระราชวังบางปะอิน”แห่งนี้เป็นที่โปรดปรานกว่าสถานที่ใดๆ

เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)งดประพาสยุโรป เนื่องจาก สมเด็จพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินเกิดป่วย

จึงมีดำริ จะเสด็จพระราชวังบางปะอิน ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2423 โดยพระองค์หาทราบไม่ว่าอีกไม่กี่ชั่วโมง ข้างหน้า เหตุการณ์วันอันแสนวิปโยคกลางลำน้ำเจ้าพระยา กำลังจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้

โดย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ได้เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระยามหามนตรี สมุหราชองครักษ์ จัดเรือพระที่นั่งเพื่อเสด็จพระราชวังบางปะอิน ดังต่อไปนี้

เรือพระที่นั่ง โสภณภควดี เป็นเรือทรง
เรือพระประเทียบ เป็นเรือของเจ้านายฝ่ายใน
เรือกลไฟปานมารุต เป็นเรือกลไฟจูงเรือเก๋งกุดันของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทาและพระราชธิดา
เรือโสรวาร จูงเรือเก๋งพระที่นั่ง พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ลำ 1
เรือไฟราชสีห์ จูงเรือพระที่นั่ง พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี ลำ 1
เรือยอร์ช พระที่นั่งของกรมหลวงวรศักดา จูงเรือ กรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร เสด็จลงเรือพระที่นั่งใหญ่ 2 ชิ้น ลำ 1

หากเช้านั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มิได้เสด็จพร้อมขบวนเรือ เพราะทรงมีภารกิจต้องดูราชการแผ่นดิน จึงให้ขบวนเรือล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งเป็นการเสด็จในขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอันยิ่งใหญ่

แต่จะมีใครทราบ ว่าในดวงพระราชหฤทัยของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา มิได้ปรารถนาจะเสร็จออกจากพระราชวังเลยทั้งๆที่วังบางปะอินเป็นพระราชวังที่โปรดปรานยิ่งนัก เนื่องจากลางสังหรณ์จากความฝัน แต่ด้วย “รักอันยิ่งใหญ่”ที่มีต่อพระราชสวามี มิอยากให้พระองค์ต้องเป็นพระวิตกกังวล

พอได้ฤกษ์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5 ) ได้ทรงโปรดเกล้า ให้ปล่อยเรือประเทียบทั้งหลาย ขบวนได้เคลื่อนลำออกจากท่าราชวรดิษฐ์ เรือกลไฟทุกลำติดเครื่องแล่นจูงเรือเก๋งต่างออกจากท่าอย่างช้าๆ จนกระทั่งลับหายจากท่าวรดิษฐ์ พ้นเขตพระนครไปแล้ว พ้นจากหมู่ชาวเรืออันจอแจ เรือกลไฟแต่ละลำก็ได้เร่งความเร็วสูงขึ้น

รูปขบวนนั้นมีเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี นำหน้าเพราะเป็นเรือมีฝีจักรสูง และจูงโดยเรือกลไฟราชสีห์แล่นไปทางฝั่งตะวันออก

เรือยอร์ชจูงเรือพระประเทียบกรมสมเด็จพระสุดารัตน์ราชประยูร แล่นขนานกับเรือกลไฟราชสีห์ แต่อยู่อีกริมฝั่งแม่น้ำ
เรือโสรวารแล่นตามหลังเรือกลไฟราชสีห์ โดยรักษาระดับในระยะพอสมควร
เรือโสรวารนี้จูงเรือเก๋งพระที่นั่งของพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี
ส่วนเรือกลไฟปานมารุตที่จูงเรือเก๋งกุดันของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทาและเจ้าฟ้ากรรณาภรณ์ แล่นตามเรือทั้ง 3

ขบวนเรือเริ่มเร่งความเร็วขึ้นอีก แม่น้ำเจ้าพระยาในเวลานั้นดูเวิ้งว้างกว้างขวางเป็นยิ่งนัก ลำน้ำที่ทอดยาวทำให้นายท้ายเรือกลไฟเกิดความคึกคะนองคิดแข่งความเร็วกันด้วยความประมาท พยายามแล่นเรือเข้าตีคู่ขนานกันโดยไม่รู้จักระมัดระวัง

ส่วนพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา ขณะนั้นยังทรงพระประชวรเล็กน้อยเนื่องจากยังทรงพระครรภ์ 5 เดือน จึงทรงพักผ่อนอยู่ภายในเก๋งกุดัน ปิดหน้าต่างทุกๆด้าน ทรงได้ยินแต่เสียงคลื่นลมเป็นระลอก ระลอกคลื่นจากเรือลำอื่นสาดซัดปะทะเรือพระที่นั่งโคลงเคลงเป็นระยะๆ

ขบวนเรือแล่นผ่านขึ้นไปทางตำบลบางพูด เวิ้งว้างไกลโพน สองฝากฝั่งมีบ้านเรือนประปราย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณนั้นมีวัดเก่าอาณาบริเวณนั้นจะมีเนินทราย ซึ่งทำให้ตื้นเขิน ใต้ท้องน้ำมีเสมอกัน บางช่วงเป็นโคลน บางที่ลึกพอที่เรือกลไฟจะผ่านได้ บางช่วงเป็นเนินทรายที่สะสมมานานก็ยังตื้นเขิน หากเรือกลไฟแล่นผ่านก็จะไม่สะดวก จึงมีเรือมอญจอดทอดสมออยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่องมทรายไปขาย ซึ่งเป็นช่วงที่มีทรายมากเป็นพิเศษ

ขบวนเรือแล่นถึงอาณาบริเวณแห่งนี้ ซึ่งเรือกลไฟราชสีห์ที่แล่นนำหน้าได้เบนหัวเรือไปเลียบฝั่งตะวันออก เพื่อจะเลี้ยวหลบออกมามิให้ระลอกคลื่นจากเรือไปรบกวนบรรดาชาวเรือที่กำลังงมทรายกันอยู่กลางน้ำ

ยามนั้นเรือกลไฟปานมารุต ซึ่งลากจูงเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา ซึ่งแล่นรั้งท้ายขบวนมาแต่แรก พยายามจะแล่นให้ทันเรือกลไฟราชสีห์ และเรือยอร์ชซึ่งต่างบ่ายหัวเรือเข้าฝั่ง ซึ่งภายในเรือพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา และพระราชธิดาบรรทมอยู่ มี “นายอิน” เป็นนายท้ายเรือ รีบร้อนเบนหัวเรือแทรกขึ้นไประหว่างเรือกลไฟราชสีห์และเรือยอร์ช เร่งฝีเท้าจักรเพิ่มความเร็วเต็มที่ มิได้ระวังเรือโสรวารซึ่งก็แล่นตามเรือกลไฟราชสีห์อย่างกระชั้นชิด และอยู่ลำในกว่าเรือกลไฟปานมารุต

ในขณะนั้นเรือโสรวารซึ่งจูงเรือพระที่นั่งของพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี กำลังติดทรายใต้ท้องน้ำ ผู้ถือท้ายเรือโสรวารรู้ได้ทันทีว่าใบจักรเรือได้พัดเอาทราย จนเกิดเสียงพรืดพราดหลายครั้ง จึงเบนหัวเรือออกทันที ขณะเดียวกันเรือกลไฟปานมารุต เร่งฝีจักรมาแทรกกลางพอดี เรือทั้งหมดจึงต้องเบนหัวเรือออกอย่างกระทันหันไปตามๆกัน

เรือกลไฟปานมารุตนั้นทิ้งระยะเชือกที่ลากจูงเรือ พระที่นั่งเก๋งกุดัน ค่อนข้างยาวกว่าลำอื่น เนื่องเพราะเกรงว่าควันไฟ ลูกไฟจากปล่องเรือจะรบกวนพระอนามัยของพระราชธิดาฟ้าหญิงกรรณาภรณ์ฯ ซึ่งยังทรงพระเยาว์นัก

เมื่อเรือโสรวารหักเบี่ยงหัวเรือออกมา เรือกลไฟปานมารุตก็ต้องรีบเบนหัวเรือหลบด้วย ขณะแซงขึ้นแทรกกลางนั้นทั้งเร่งความเร็ว และทั้งหักหัวเรือหลบ โดยมิได้ชะลอความเร็วลงแม้แต่น้อย เพื่อให้เรือพระประเทียบที่ล่องมาได้ตั้งลำก่อน ในขณะชะลอความเร็วลง นาที! นี้เองเรือโสรวารปะทะเข้าเต็มที่กับเรือกลไฟปานมารุต ในสถานการณ์เช่นนั้นเรือโสรวารรีบหักหัวเรือตั้งลำได้อีกครั้ง ด้านเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา ซึ่งถูกลากด้วยเรือกลไฟปานมารุตด้วยความเร็วจัด กำลังจะตั้งลำได้ก็ถูกคลื่นลูกใหญ่ที่เกิดจากเรือโสรวารสาดซัดเข้าหาเรือพระประเทียบของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทา จนเรือพระที่นั่งโคลงเคลงไปมาตามแรงคลื่นที่สาดซัดซ้อน ซ้ำๆหลายระลอก

พระองค์เจ้าหญิงสุนันทา ตกพระทัยทรงรีบอุ้มพระราชธิดาไว้แนบพระอุระ พระพี่เลี้ยงแก้วหรีดร้องด้วยความตกใจ เมื่อเรือพระที่นั่งโคลงเคลงเอียงซ้าย-ขวา สายน้ำที่พรั่งพรูโถมกระหน่ำเข้าสู่หัวเรือจนทำให้พระองค์เจ้าหญิงสุนันทาทรงเสียพระขวัญ

ชั่วเพียงวินาทีนั่นเองเสียงอื้ออึ่งลั่นระงม แค่พริบตาเรือพระประเทียบที่พระองค์เจ้าหญิงสุนันทาประทับอยู่ล่มลงทันที ประทุนเก๋งเรือพระที่นั่งคว่ำลงน้ำ ท้องเรือหงายขึ้นเหนือน้ำ เรือกลไฟปานมารุตหยุดเครื่องลงทันทีพร้อมๆกับเรือกลไฟลำอื่นๆก็หยุดเครื่องด้วย

เรือพระประเทียบที่พระองค์เจ้าหญิงสุนันทา พระราชธิดา พระพี่เลี้ยงแก้ว ล่มลงต่อหน้าต่อตาบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ หมู่ข้าหลวง อำมาตย์และชาวบ้านชาวเรือบริเวณนั้น ภายในเรือมีเสียงดิ้นรน เหมือนดังจะขอความช่วยเหลือ คนที่ว่ายน้ำเป็นก็สามารถช่วยตัวเองขึ้นมาได้ ว่ายน้ำเข้าหาฝั่งเข้าหาเรือพระประเทียบลำอื่น เพื่อเอาชีวิตรอดกันอลหม่าน ข้าหลวงในเรือพระที่นั่งของพระองค์เจ้าหญิงสุนันทาพากันแวกว่ายมุดออกจากเก๋งเรือครอบท่ามกลางเสียงดังอื้ออึ่งของผู้คนที่อยู่บนเรือและริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

มณีจันทร์ฉาย