แนวทางใช้ Antigen Test Kit รู้เร็ว แยกตัวเร็ว

แนวทางใช้ Antigen Test Kit รู้เร็ว แยกตัวเร็ว

ภาพของผู้คนมากมาย ที่เข้าคิวรอตรวจหาเชื้อ โควิด-19 กันข้ามวันข้ามคืน ตากยุง ตากฝน นอนจับจองคิวกันบนพื้น เพื่อที่จะได้นำผลตรวจไปดำเนินการต่อ ไม่ว่าจะผลจะเป็นบวกหรือลบ จะได้ไปทำงานต่อ หรือจะต้องเข้ากักตัว หรือเตรียมหาเตียงเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ก็แล้วแต่ การรู้ผลช้า ส่งผลให้การดำเนินการต่อไปล่าช้าตามไปด้วย ระหว่างนี้หากผู้ได้รับเชื้อไม่มีอาการ ยังไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ ไม่เข้ากักตัว ก็อาจจะแพร่เชื้อขยายวงกว้างต่อไปอีก

การนำชุดทดสอบแบบรวดเร็ว หรือ Antigen Test Kit (ATK) มาใช้ จึงเป็นอีกทางหนึ่ง ที่น่าจะช่วยทำให้อัตราการแพร่ระบาดลดลงได้ เพราะหากผู้มีความเสี่ยงรู้ผลการติดเชื้อของตัวเองได้เร็ว การกักตัวเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดก็ทำได้รวดเร็วขึ้น

นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้ออกมาแนะนำแนวทางการใช้ Antigen Test Kit (ATK) ในการตรวจการติดเชื้อ โควิด-19 เบื้องต้น สำหรับสถานพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมถึงการตรวจด้วยตนเอง ดังนี้

  1. ชุดตรวจที่ใช้ต้องผ่านการประเมินและขึ้นทะเบียนแล้วกับ อย.
  2. ตัวอย่างที่ใช้ตรวจ เก็บจาก nasopharyngeal (โพรงหลังจมูก), oropharyngeal (ช่องปากและลำคอ) nasal (โพรงจมูก) หรือน้ำลายตามที่ชุดตรวจกำหนด
  3. ใช้เพื่อการคัดกรองเบื้องต้นตามแนวทางที่แนะนำ ดังนี้
    3.1 ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายติดเชื้อ ให้พิจารณาตรวจ ด้วยวิธี RT-PCR ก่อน กรณีตรวจผู้ป่วยจำนวนมากให้พิจารณาใช้ Antigen Test Kit ถ้าให้ผลบวกให้ยืนยันด้วย RT-PCR
    3.2 ผู้สงสัยแต่ไม่มีอาการ สามารถพิจารณาตรวจเบื้องต้นด้วย Antigen Test Kit หากผลเป็นลบให้ทำการตรวจซ้ำในอีก 3-5 วัน แต่หากมีความเสี่ยงสูงให้พิจารณาตรวจด้วย RT-PCR
    3.3 กรณีที่ใช้ชุดตรวจ Antigen Test Kit ทำการตรวจด้วยตนเอง ควรเลือกชุดทดสอบที่สามารถเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเองได้ง่าย เช่น เก็บจากโพรงจมูกหรือน้ำลาย เมื่อมีผลบวกให้แจ้งสถานบริการที่กำหนดใกล้บ้านเพื่อพิจารณาดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป
  4. ส่วนการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจหาเชื้อ โควิด-19 อาจพิจารณาร่วมกับการใช้วิธีอื่นๆ อีก เช่น การตรวจน้ำลาย การตรวจแบบ Pooled Samples, LAMP, CRISPR เป็นต้น

ข้อแนะนำกรณีการใช้ Antigen Test Kit ทดสอบด้วยตนเอง

  1. ตรวจสอบว่าแต่ละชุดทดสอบนั้นมีคำแนะนำที่แนบมากับชุดทดสอบว่าสามารถใช้กับตัวอย่างที่เก็บจาก บริเวณใด เช่น nasal (โพรงจมูก), nasopharyngeal (โพรงหลังจมูก) oropharyngeal (ช่องปากและลำคอ) หรือน้ำลาย เป็นต้น ควรเลือกใช้ชุดทดสอบที่สามารถเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองได้ง่าย
  2. ศึกษารายละเอียดขั้นตอนวิธีการทดสอบ การแปลผล จากเอกสารกำกับชุดทดสอบ ก่อนเริ่มทำการทดสอบ
  3. การเก็บตัวอย่างและดำเนินการทดสอบ
    3.1 ล้างมือให้สะอาด พร้อมสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน (PPE) ก่อนทำการเก็บตัวอย่าง
    3.2 ทำการเก็บตัวอย่างให้ถูกต้อง (ตามคำแนะนำวิธีการเก็บตัวอย่าง)
    3.3 ทำการทดสอบตามขั้นตอนที่ระบุในเอกสารกำกับอย่างเคร่งครัด
    3.4 การเก็บตัวอย่างที่ไม่ถูกต้องตามคำแนะนำ อาจทำให้ผลการทดสอบผิดพลาดได้
  4. ข้อควรระวัง
    4.1 ชุดทดสอบถูกเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ชุดทดสอบกำหนดก่อนนำมาใช้งาน
    4.2 ตรวจสอบวันหมดอายุของชุดทดสอบ
    4.3 เตรียมพื้นที่สำหรับใช้ทดสอบให้สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
    4.4 อย่าเปิดหรือฉีกซองที่บรรจุตลับทดสอบ จนกว่าจะเริ่มทำการทดสอบ
    4.5 อ่านผลตามเวลาที่ชุดทดสอบกำหนด (การอ่านผลเร็วหรือช้าเกินไปอาจเกิดความผิดพลาดได้)
    4.6 ไม่นำอุปกรณ์หรือตลับทดสอบอันเดิมมาใช้ซ้ำ
    4.7 นำชุดทดสอบที่ทดสอบแล้วพร้อมอุปกรณ์ของชุดทดสอบที่เหลือจากการใช้งานแช่น้ำยาฆ่าเชื้อและแยกใส่ถุงปิดให้มิดชิด และทิ้งให้เหมาะสม
    4.8 ล้างมือให้สะอาดภายหลังทำการทดสอบ

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติตนหลังทราบผลการทดสอบ กรณีผลการทดสอบให้ ผลบวก ให้แจ้งหน่วยบริการใกล้บ้านที่กำหนด และแยกกักตัวเองจากผู้อื่น เพื่อลดการแพร่เชื้อ เช่น แยกห้องน้ำ ของใช้ส่วนตัว หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์เลี้ยง สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา หมั่นสังเกตอาการตนเอง หากมีอาการหายใจลำบาก ควรติดต่อขอรับเข้าการรักษาหรือแจ้งผู้ใกล้ชิดกับตนเองให้ทราบ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสัมผัส และควรได้รับการทดสอบการติดเชื้อต่อไป ส่วนกรณีผลการทดสอบให้ ผลลบ หากเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง อาจอยู่ในระยะฟักตัว ควรทำการแยกตัว และทดสอบซ้ำอีกครั้งภายหลัง 3-5 วัน หรือหากมีอาการของโรค โควิด-19 ควรทำการทดสอบซ้ำทันที

ที่มา: บริษัท โฟร์พีแอดส์ (96) จำกัด