ตอนที่ 45 ความผูกพัน (3)

๔๕.ความผูกพัน ๓

พระนิรันตระเริ่มให้ศีลด้วยอาการอันสำรวม

“เราทุกคนที่เกิดมาบนโลกใบนี้  พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า

…………สัตว์ทั้งหลายที่เราพบเห็น โดยเฉพาะมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งเกิดมาพบกันในชาตินี้ ที่ไม่เคยเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องกัน ในวัฏสงสารนั้นหายาก ในวัฏสงสารอันยาวนานในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังนั้นในการดำเนินชีวิตเราจึงไม่ควรประมาท ไม่สร้างศัตรู หรือแบ่งพรรคแบ่งพวก ต่อสู้แก่งแย่งชิงดีกัน และควรมีความเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะเมื่อเกิดมาในครอบครัวเดียวกัน เราควรมีความรัก มีเมตตา กรุณาต่อกัน ช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน และพัฒนาชีวิตให้มีความสุข ชีวิตคนเราในชาติหนึ่งต่างมุ่งแสวงหาหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งทรัพย์ สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง แต่ในที่สุดสิ่งที่มีคุณค่ามากที่สุดในชีวิตคือ ความรักและความเมตตา”

“ความรัก ความเมตตา หมายถึง ปรารถนาดี เอื้ออาทรต่อกัน ยอมรับในทุกสิ่งที่เป็นเขา รักอย่างไม่มีเงื่อนไข เป็นมิตรภาพที่ยั่งยืน เป็นความรักความเมตตาที่มีแต่ให้ ให้ด้วยความพอใจ สุขใจ ชีวิตที่มีความรักความเมตตาเช่นนี้ ย่อมอบอุ่นใจ สบายใจ ถึงแม้ว่าต้องตาย ก็ตายด้วยความสบายใจสุคติ ความรักความเมตตาอย่างนี้เป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคน ซึ่งเราจะได้รับแน่แท้จากพ่อแม่ ผู้ให้กำเนิดเรา เพราะความรักความเมตตาของพ่อ-แม่ที่ให้แก่ลูกทุกคนย่อมอบอุ่น มั่นคง ปลอดภัย สุขใจ และมีผลให้มนุษย์มีจิตใจที่สมบูรณ์”

“ชีวิตของมนุษย์เริ่มสัมผัส ความรักความเมตตาตั้งแต่แรกเกิด ถ่ายทอดจากแม่ผ่านสายสะดือมายังลูก รวมทั้งจิตใจลูกและแม่ผ่านเข้าออกเชื่อมโยงด้วยสายสะดือ การทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดี ไม่เพียงแต่รักษาร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์เท่านั้น หากยังต้องรักษาอารมณ์ และจิตใจให้ดีด้วยการรักษาศีลทานและภาวนา จิตใจของเด็กที่อยู่ในท้องแม่มีความละเอียดอ่อน ซึมซับสิ่งต่างๆได้ง่าย เพราะฉะนั้นความรักความเมตตาที่แม่มีต่อลูกจึงบริสุทธิ์ และปราศจากเงื่อนไขใดๆ ก็คือความเมตตานั่นแหละ”

หยุดกล่าวธรรมะเพื่อยกน้ำขึ้นดื่ม

“อาตมาเกริ่นไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า พระพุทธองค์ตรัสไว้ว่าอย่างไร ฉะนั้นทุกคนที่นั่งอยู่ ณ

ที่นี้ แม้กระทั่ง หมา แมว ที่อยู่รอบตัวเรามีความเกี่ยวพันกันหมด อาตมาเองก็เช่นกัน ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ มาถึงที่นี่ ทั้งที่อาตมาธุดงค์มาแต่แดนไกล ที่โยมราชาวดีบอกไว้ว่าเราเป็นญาติกันไม่ผิดหรอก เพราะทุกคนที่อยู่ ณ ที่นี้ก็คือญาติเกี่ยวโยง ผูกพันกันถึงได้มาเจอะเจอกัน”

“อาตมาก็มีหน้าที่ของอาตมา โยมทุกคนก็มีหน้าที่ต่างกันของใครก็ของใคร แต่ทำไมเรา

ถึงมาอยู่รวมกัน ณ ที่นี้ อย่างที่อาตมาบอกไว้เมื่อกี้ ก็เรามีความผูกพันต่อกันไม่รู้จักกี่ภพกี่ชาติ บางคนอาจหลายชาติ บางคนอาจแค่ชาติที่แล้วก็เป็นได้ แต่เมื่อเรามาเจอกันแล้ว เราต่างเป็นพี่น้องกัน อย่างน้อยเราก็เกิดในแผ่นดินไทย และเป็นคนไทยด้วยกัน เมื่อเราผูกพันกันเราก็จะช่วยเหลือเอื้อหนุนกัน บ้านนี้ปลูกข้าว บ้านนี้เลี้ยงไก่ มีไข่ ก็เอามาแลกกัน จุนเจือกัน เป็นต้น”

“ความผูกพันเกี่ยวโยงกันทำให้เกิดมีมิตรภาพที่ดี หากแต่บางครั้งบางหนอาจปะทะคารม

กันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา หากแต่ทุกคนอย่าใช้อารมณ์เท่านั้น ขอได้ใช้ สติ อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนพวกเราทุกคนว่า เวลาทำอะไรให้ใช้ “สติและปัญญา” เอาล่ะมีใครอยากถามอะไรไหม อาตมาจะตอบเท่าที่อาตมาตอบได้เท่าที่สติปัญญาของอาตมามี”

พระนิรันตระนั่งหลับตานิ่ง  สำรวมสมาธิเพื่อขับไล่ความอ่อนเพลีย  ยายแจ่มถามว่า

“มีเจ้าค่ะ อย่างนั้นพระคุณเจ้ากับพวกเราก็ต้องเป็นญาติพี่น้องกันใช่ไหมเจ้าคะ”

“ใช่เลยโยมแจ่ม พวกเราทุกคนเกี่ยวโยงกันมาถึงได้มาพบเจอกัน”

“ แล้วจะรู้ยังไงเจ้าคะ ว่าใครเป็นใคร เกี่ยวข้องกันอย่างไร”

“อย่าลึกละเอียดขนาดนั้นเลยโยมแจ่ม เอาแค่เรารู้ว่าเราเกี่ยวโยงกัน มีสิ่งดีๆต่อกัน เช่นวันนี้ได้ใส่บาตรอาตมา แล้วอาตมาให้พรทุกคนได้ช่วยเหลืออาตมา ให้พักพิงรักษาก็เป็นความรักความเมตตาอันบริสุทธิ์ ไม่มีเงื่อนไขแล้ว อาตมาดีใจที่ได้พบพวกเราทุกคน และก็ขอให้ทุกคนจงรักษาความมีน้ำใจช่วยเหลือเอื้อหนุนกันอย่างนี้ตลอดไป วันนี้อาตมาเห็นทีจะต้องลาทุกคนก่อนเพราะนี้ก็บ่ายโขแล้ว อาตมาขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จงคุ้มครองปกปักรักษาโยมทุกๆคนรวมทั้งญาติพี่น้องของโยมด้วยเทอญ”

“สาธุ สาธุ สาธุ”

ทุกคนเปล่งวาจาพร้อมกันด้วยความปิติยินดี

“นิมนต์พระคุณเจ้า อิฉันกับวดีก็จะกลับพร้อมๆกันเลยทีเดียว”

ราชาวดียกมือไหว้ทุกคนด้วยความนอบน้อม ถ่อมตัว นำความชื่นชมให้กับชาวบ้านฝั่งนี้

พระนิรันตระเดินนำหน้า ชาวบ้านฝั่งโน้นต่างยกมือประนมไหว้อีกครั้ง สองยายหลานเดินตามพระนิรันตระจนลับสายตา

มณีจันทร์ฉาย