คนไทย ยังไงก็ไม่ทิ้งกัน – วิญญา จันทรา

วิญญา จันทรา
THAI-AUSTRALIAN ASSOCIATION OF QUEENSLAND INC.
ประธาน สมาคมไทย-ออสเตรเลียนแห่งรัฐควีนสแลนด์
“คนไทย ยังไงก็ไม่ทิ้งกัน”

พอจบแค่ชั้น ม.ศ.3 จากบ้านเกิด จ.อุบลราชธานี ผมก็มุ่งหน้ามาหางานทำที่กรุงเทพฯ โดยทั่วๆ ไปเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาหางานทำในเมืองใหญ่ ตั้งใจจะไปอยู่ตามโรงงาน โรงแรม ห้องอาหาร ดูๆ ไปแล้วในช่วงนั้นรายได้ของร้านอาหารโดยเฉพาะญี่ปุ่นจะดีกว่า แล้วพอดีมีรุ่นพี่ๆ อยู่ด้วยทำให้ได้รับการสนับสนุนรับรองเรื่องทำงานให้ เจ้าของร้านก็รับไว้ ความมุ่งหวังของผมก็คือตั้งใจทำงาน หาเงินส่งตัวเองเรียน เพื่อชีวิตที่ดีกว่าในอนาคต

ตอนเช้าผมไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนกรุงเทพวิทยา ตรงหัวมุมสีลม (ปัจจุบันปิดไปแล้ว) พอ 11 โมง เรียนเสร็จก็กลับมาทำงานที่ร้าน ฮานายา ซึ่งเป็นร้านเก่าแก่เปิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่แถว ถ.สี่พระยา เริ่มจากทำงานเป็นลูกมือเชฟที่เป็นคนญี่ปุ่น คอยเตรียมวัตถุดิบต่างๆ ให้เชฟ ผมตั้งใจเรียนทั้งภาษาอังกฤษ และ ญี่ปุ่น ทำให้สามารถติดต่อสื่อสารได้พอสมควร ประกอบกับในช่วงนั้นมีการกำหนดให้เชฟที่เป็นชาวต่างชาติให้เข้ามาทำงานในประเทศไทยได้น้อยลง ผมทำงานอยู่ได้ราวสองปี เจ้าของร้านคงถูกชะตาหรืออาจจะเห็นหน่วยก้านของเรา จึงสนับสนุนให้ไปเรียนทำอาหารที่ญี่ปุ่น รู้สึกว่าผมจะเป็นคนไทยรุ่นแรกๆ ที่ได้ไปเรียนอย่างจริงจัง ไปตั้งแต่อายุแค่ 18 ที่ได้ไปก็เพราะลูกพี่ที่เป็นเชฟของร้าน ย้ายกลับไปเปิดร้านที่ญี่ปุ่นพอดี แล้วผมก็ยังเรียนการทำซูชิยังไม่ครบถ้วน เขาอยากจะได้เรียนต่อกับเขาให้จบ เลยขอตัวจากเจ้าของร้านที่นี่ให้ผมไปฝึกฝนที่โน่น

อยู่ที่ญี่ปุ่นก็ฝึกงานกับเจ้าของร้าน ซึ่งอยู่แถวชานเมืองของกรุงโตเกียว ทำหน้าที่ทุกอย่าง ตื่นแต่เช้านั่งรถไฟไปตลาดปลา แรกๆ ก็ไม่รู้เรื่อง ภาษายังไม่ค่อยเข้าใจ อาศัยคอยสังเกตหัดฟังว่าเขาพูดอะไรกัน โชคดีที่เรียนรู้ได้ค่อนข้างเร็ว บางคนพอได้คุยกันยังคิดว่าผมเป็นคนญี่ปุ่นที่มาจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในตัวเมือง ไม่นึกว่าเป็นคนไทย แล้วผมก็ฝึกหัดทำซูชิทุกรูปแบบ พอทำได้ครบก็กลับมากรุงเทพฯ ทำงานที่ร้านฮานายาต่อไปอีกพักใหญ่ จนลูกพี่จากร้านที่ญี่ปุ่นที่ผมไปเรียนทำซูซิมา ซึ่งสนิทกับเจ้าของร้านที่นี่ เขาต้องการคนไปช่วยที่ร้าน เลยขอให้ไปญี่ปุ่นอีกรอบ ทำให้ผมได้มีโอกาสสัมผัสกับวิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นแท้ๆ เรียนรู้การใช้ชีวิต ความมีระเบียบวินัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ได้ติดตัวเรา สามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้เลย

การได้ไปเรียนทำอาหารที่ญี่ปุ่น ช่วยให้ทราบว่า การปรุงอาหารเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าแขนงอื่นๆ ทำให้ผมชื่นชอบการทำอาหาร นอกจากทำให้ความหิวหายไปแล้ว อาหารยังเป็นสื่อในการสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้คนอีกด้วย ขณะปรุงก็มีการสนทนาระหว่างพ่อครัวกับลูกค้า ทานแล้วก็ยังต้องไปสอบถามพูดคุย ทำให้ได้รู้จักกันและกันมากขึ้น แล้วการไปอยู่ญี่ปุ่นก็ยังได้วิชาความรู้แขนงอื่นๆ ติดตัวเพิ่มขึ้นด้วย พอดีชั้นบนของร้านอาหารเป็นโรงเรียนสอนเคนโด้ ซึ่งผมก็พักอยู่ที่นั่น พอว่างจากการทำงาน อาจารย์ก็ช่วยสอนเคนโด้ให้กับผม ได้ฝึก ได้ออกกำลังกาย การฝึกการต่อสู้ ไม่ใช่แค่เรื่องของอาวุธ หรือการทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของปรัชญาชีวิต การฝึกสมาธิ เรียนรู้ความเข้มแข็งภายในแต่ภายนอกต้องอ่อนโยน มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่เสมอ เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสกลับไปญี่ปุ่น ได้แวะไปเยี่ยมที่นั่นอีกครั้ง ทั้งร้านอาหารและโรงเรียนเคนโด้ ถึงแม้อาจารย์ท่านจากไปแล้ว แต่ยังกรุณาฝากรองเท้าไม้กับดาบไม้ไผ่ที่ผมเคยใช้ฝึกไว้ให้ นับเป็นความประทับใจที่ลืมไม่ลงจริงๆ

พอครบกำหนดช่วยงานร้านที่ญี่ปุ่น ผมก็กลับมาช่วยงานที่ร้านฮานายาต่ออีกระยะหนึ่ง ใจก็คิดว่าน่าจะไปทำงานที่ต่างประเทศ เห็นคนอื่นไปกันแล้วประสบผลสำเร็จก็อยากจะไปเป็นเชฟในโรงแรมบ้าง พอดีพี่ชายทำงานเป็นเชฟในโรงแรมอยู่ที่ประเทศดูไบส่งข่าวเรื่องงานมาให้ พอได้รับการติดต่อทาบทามมาก็สนใจ ทางโรงแรมออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ก็ตกลงไปทำงานที่นั่น ความได้เปรียบอย่างหนึ่งที่ได้ทำงานกับโรงแรมมาตรฐานก็คือ จากเดิมที่เคยมีความสามารถแค่การทำอาหารญี่ปุ่นเพียงอย่างเดียว ซึ่งอยู่ในประเภทครัวเย็น ก็ได้มีโอกาสเรียนรู้อาหารประเภทครัวร้อนบ้าง ทำอาหารชนิดต่างๆ ได้มากขึ้น แล้วโรงแรมก็ยังจัดอบรมเพื่อเพิ่มศักยภาพของพนักงานอยู่เรื่อยๆ ทำให้แต่ละแผนกสามารถแลกเปลี่ยนตำแหน่งกันได้ แล้วเราเป็นคนไทย ทำอาหารไทยได้ แกะสลักได้ ก็มาทำอาหารยุโรปได้อีก เป็นการยกระดับฝีมือให้สูงขึ้นไปอีก พอครบกำหนดสัญญา ทางประเทศอาบูดาบี ก็ให้ข้อเสนอที่น่าสนใจมาให้ ทั้งรายได้และสวัสดิการ ให้กลับบ้านได้ทุกหกเดือน ไม่ต้องเสียภาษี งานก็สบายๆ อยู่ในอาคาร ไม่ต้องออกไปตากแดดสู้กับความร้อนข้างนอก

​    ผมทำงานที่ดูไบ 4 ปี อาบูดาบี อีก 4 ปี รวมทั้งหมด 8 ปี ก่อนหน้านั้นระหว่างทำงาน ถ้ามีเวลาหากไม่กลับเมืองไทยก็จะพาภรรยาไปเที่ยวกันตลอด ส่วนใหญ่จะเป็นยุโรป เดินทางท่องเที่ยวกันเป็นเดือนๆ จนมีอยู่ครั้งหนึ่งคิดว่าเราไปทางยุโรปมาหมดแล้ว ทำไมไม่ลองไปเส้นทางอื่นดูบ้าง พอดีพี่ชายก็ย้ายไปอยู่เมืองดาวิน ประเทศออสเตรเลีย เลยนึกอยากจะไป พอดีครบสัญญากับโรงแรม ผมก็ไปเที่ยวงาน เอ็กซ์โป 88 ที่เมืองบริสเบน ออสเตรเลีย ตอนนั้นไปแบบไม่รู้อะไรเลย แค่อยากจะไปท่องเที่ยวหาประสบการณ์ชีวิต เลยนัดกับพี่ชายให้ไปเที่ยวที่นั่นกัน พอลงเครื่อง อากาศก็สบายๆ มีเพื่อนชาวออสเตรเลียพาไปเที่ยวโกลด์โคส ซึ่งเป็นเมืองชายทะเล ก็รู้สึกแปลกใจเมื่อได้เห็นพืชพรรณ ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ ภูมิประเทศใกล้เคียงกับต่างจังหวัดของประเทศไทยเรา รู้สึกว่าบรรยากาศน่าอยู่ เวลานั้นโรงแรมเชอราตันกำลังสร้างอยู่พอดี ผมพบกับผู้บริหารฯ ได้พูดคุยกันแล้วเขาก็ชวนให้ไปอยู่ด้วย ตอนแรกก็นึกสงสัยว่า จะไปทำงานที่ออสเตรเลียมันง่ายขนาดนั้นเลยหรือ เขาก็บอกว่า ถ้าเรามีทักษะ มีฝีมือ ก็ไม่เป็นปัญหา ผมเลยเขียนใบสมัครทิ้งไว้ แล้วกลับไปอยู่อาบูดาบีอีกพัก ทางเชอราตันก็ส่งแฟกซ์กลับมาหา แจ้งว่าเขารับรองเรื่องการทำงานให้แล้ว ถ้าอยากจะทำก็กลับไปหาเขาได้เลย

​ผมก็คิดหนักเหมือนกันว่าจะไปดีหรือไม่ไปดี เพราะช่วงนั้นภรรยากลับมาอยู่เมืองไทยก่อนแล้ว ผมก็บอกจะขอไปดูสักหน่อยว่าออสเตรเลียเป็นอย่างไรบ้าง สัญญาทำงานกับตะวันออกกลางก็หมดพอดี แต่วีซ่าเข้าประเทศออสเตรเลียก็ไม่ยุ่งยาก ผมขอคนเดียวก็ได้ทั้งครอบครัว พอไปก็พบว่าน่าอยู่มาก ที่ทำงานสบาย งานที่ทำก็เข้าทาง เพราะเป็นเรื่องที่ถนัดอยู่แล้ว ทักษะของเราก็ทำได้หลากหลาย ทำให้มีภาษีมากกว่าคนอื่นสักหน่อย เลยได้งานทำที่นั่น

​    พออยู่ไปสักพักใหญ่ราวสองปีกว่าๆ ก็เริ่มมาคิดว่า อายุเรามากขึ้นทุกทีๆ จะกินเงินเดือนแบบนี้ตลอดไปคงไม่ดีแน่ ก็ตัดสินใจว่าจะเปิดร้านอาหารไทยของตัวเองที่นั่น เหตุที่เลือกอาหารไทยก็เพราะ เราเป็นคนไทยถนัดโดยธรรมชาติอยู่แล้ว แล้วเวลานั้นอาหารไทยเพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จัก ใหม่ๆ จึงต้องหาวิธีให้คนรู้จักอาหารไทยให้มากขึ้น เรายังต้องทำโปรโมชั่น ซื้อ 1 แถม 1 เพื่อโปรโมทร้านกันเลย

​ร้านอาหารไทยของเราชื่อ ไบรอนไทย อยู่ที่เมือง ไบรอนเบย์ ซึ่งเป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเล เมื่อดูในแผนที่จะเห็นเป็นส่วนที่มีแหลมยื่นออกไปฝั่งตะวันออกมากที่สุดของประเทศออสเตรเลีย แรกๆ คนทักว่าไปเปิดทำไมที่นั่น เพราะเป็นเมืองเล็กๆ เป็นเมืองฮิปปี้ แล้วก็ไม่มีร้านอาหารไทยสักร้านเลย แต่เราก็คิดว่าจะไปวัดดวงกัน แล้วก็มั่นใจว่าเราทำได้ เพราะตัวผมเป็นเชฟทำอาหารเอง ภรรยาก็เป็นพนักงานต้อนรับ เราทำกันเองได้หมด ไม่ต้องไปอาศัยคนอื่นมากนัก คิดว่าประสบการณ์ของเราทั้งคู่ที่สะสมมาทั้งชีวิตมีมากพอไม่น่าจะมีปัญญาอะไร แล้วพอไปอยู่ได้หกเดือนก็บังเอิญโชคดีที่ พอล โฮเกน ดาราฮอลลีวูดไปเปิดผับที่เมืองนั้นด้วย ระหว่างที่เขากำลังตกแต่งร้านยังไม่เสร็จ พวกดาราก็มาทานอาหารที่ร้านเรา พอเขาโปรโมทร้าน เราก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย ใครมาก็ต้องแวะมาทานอาหารที่นี่ หุ้นส่วนของเขาเป็นผู้จัดรายการทีวี ทำให้มีนักข่าวมาทำข่าวลงหนังสือพิมพ์ เขียนรายละเอียดว่ามีดาราชื่อดังจากฮอลลีวูดมาทานข้าวที่ร้านไบรอนไทย หลังจากนั้นคนก็ให้ความสนใจหลั่งไหลมาทานอาหารที่ร้านกันเยอะมากแบบไม่ทันตั้งตัว เปิดไปแค่ไม่กี่วันคนก็รู้จัก บรรดาคนดังๆ ดารา นักการเมือง ก็มาร้านเรามากขึ้นๆ คนอื่นก็อยากจะมาดูบ้างว่าเป็นยังไง จนใครมาเที่ยวไบรอนเบย์ ก็ต้องมาร้านไบรอนไทย

เราประสบความสำเร็จกับอาหารไทยได้ก็เพราะ เรามีประสบการณ์ทางด้านอาหารมายาวนานทั้งชีวิต รู้วิธีการนำเสนอว่า ทำอย่างไรอาหารไทยถึงจะเป็นที่น่าสนใจ ดึงดูดใจ ทำให้มีความแปลกและแตกต่างไปจากอาหารที่เขาทานกันอยู่ประจำ แล้วเมนูอาหารของเราก็มีความเป็นไทยอย่างชัดเจน ไม่มีอาหารชาติอื่นเลย ทำให้เรามีเอกลักษณ์ คนรู้จักและจดจำได้ง่าย เวลาลูกค้าทานอาหารเสร็จเขาก็จะกล่าวขอบคุณชื่นชมที่เราทำอาหารอร่อยและบริการที่ดีให้กับเขา ทำให้หลังจากเปิดได้ไม่นานชื่อของร้านเราก็เป็นที่รู้จักเริ่มมีชื่อเสียงผู้คนให้การยอมรับ

​    ทำงานไปผมก็ต้องรีแร็กซ์ไปด้วย ระหว่างทำงานที่ดูไบ ยามว่างผมก็เล่นฟุตบอลกับเพื่อนๆ บ้าง เล่นกันแบบสนุกๆ ไม่ค่อยมีทักษะอะไรมากมาย สมัยนั้นสนามกอล์ฟในดูไบเพิ่งเปิดใหม่ๆ กอล์ฟ ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่ก็ได้หัดเล่นกอล์ฟที่นี่กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น เป็นการเล่นกอล์ฟในทะเลทราย ตีลูกซ้อมกันในทราย เล่นกันแบบสนุกๆ แต่จริงๆ แล้วครั้งแรกที่รู้จักกับกีฬากอล์ฟก็ตั้งแต่สมัยอยู่ร้านอาหารญี่ปุ่นที่กรุงเทพฯ เพราะลูกชายเจ้าของชอบเล่นกอล์ฟ เลยชวนให้ไปสนามซ้อมกอล์ฟด้วยกันบ่อยๆ ผมก็ตามเขาไป ทำให้คุ้นเคยกับกอล์ฟมาตั้งแต่ตอนนั้น

พอมาเปิดร้านอาหารของตัวเอง หลังจากส่งลูกไปโรงเรียนแล้ว ช่วงเช้าผมจะว่าง เพราะร้านเปิดเฉพาะตอนเย็น ผมก็ไปเป็นสมาชิกสนามไบรอนเบย์กอล์ฟคลับ อยู่แถวๆ บ้าน ซึ่งผมเป็นคนไทยเพียงคนเดียว เล่นกอล์ฟอยู่กับสมาชิกของสนาม ค่อยๆ พัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ มีโอกาสได้จับวงกับโปรของสนามซึ่งเคยเป็นแชมป์รายการใหญ่ของนักกอล์ฟอาชีพสตรี ได้ฝึกซ้อมบ้าง แข่งขันกับสมาชิกกันบ้าง แต้มต่อก็ลดลงเรื่อยๆ จากยี่สิบกว่าๆ จนเหลือแต้มต่อตัวเดียว แล้วพวกนักกอล์ฟที่นั่นก็รู้จักกันคุ้นหน้าคุ้นตากันหมด เพราะเป็นเมืองเล็กๆ ไม่มีไฟแดง เป็นเมืองท่องเที่ยว ผู้คนเข้ามาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส บรรยากาศสบายๆ ครอบครัวของเราก็เปิดร้านอยู่ที่นั่นถึง 12 ปี

เหตุที่ต้องย้ายก็เพราะสงสารลูกสาวคนโตต้องเดินทางไปเรียนนั่งรถครั้งละหลายชั่วโมง จากโกลด์โคสมาไบรอนเบย์ บางวันต้องปิดร้านไปส่งลูกบ้าง รับส่งกันหลายปี จนลูกสาวคนโตต้องเข้ามหาวิทยาลัย คนเล็กก็ต้องเข้าโรงเรียนในเมืองเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย บังเอิญว่าช่วงนั้นภรรยาไม่สบาย เลยคิดว่าถ้าไม่ทำร้านจะได้มีเวลาพักผ่อนบ้าง ก่อนหน้านั้นก็ซื้อบ้านไว้ที่โกลด์โคสไว้แล้วด้วย กะว่าจะไม่ทำอะไรแล้ว อย่างมากก็แค่ลงทุนเล็กๆ น้อยๆ ก็พอ ลูกสาวสองคนเข้ามหาวิทยาลัย คุณแม่ก็อยู่บ้าน ใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่ต้องดิ้นร้นให้เหนื่อยอีก แต่อยู่มาอยู่ไปได้ไม่นานก็รู้สึกว่าอยู่เฉยๆ ไม่ได้ ตามประสาคนเคยทำงานมาตลอด พอว่างก็รู้สึกแปลก ก็คิดหางานมาทำกันอีก แล้วยิ่งมาอ่านเจอหนังสือที่บอกว่า คนเราควรทำงานตลอดชีวิต จะเล่นหุ้นอย่างเดียวก็ไม่มั่นคง เลยกลับมาลงทุนทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่กรุงเทพฯ เปิดอพาร์ทเม้นต์ให้เช่า แล้วพอดีไปซื้อซูเปอร์มาเก็ตเก่าที่โกลด์โคสไว้ ก็มาคิดว่าเราน่าจะทำงานที่เราถนัด เลยทำการปรับปรุงตกแต่งให้เป็นร้านอาหารไทย ขนาดใหญ่พอสมควร รับลูกค้าได้ราวเกือบสองร้อยคน ใช้ชื่อ แบงค็อกไทย ทำให้จากเดิมที่คิดว่าจะวางมือไม่ทำธุรกิจแล้ว กลับต้องทำงานหนักกว่าเดิมอีก แต่คราวนี้ไม่เหมือนกับเมื่อตั้งต้น เพราะเราทำเพื่ออนาคต ทำเพื่อลูกๆ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง

พอย้ายมาโกลด์โคส ผมก็ไปเป็นสมาชิกสนามเอเมอรัลกอล์ฟ เล่นกอล์ฟไปด้วย ดูแลธุรกิจไปด้วย แล้วยังได้รับมอบหมายให้เป็น นายกสมาคมไทย-ออสเตรเลีย แห่งรัฐควีนส์แลนด์ สมาคมฯ เราทำหน้าที่กันหลายอย่าง ตั้งแต่ดูแลวัดวาอาราม ช่วยเหลือคนไทยที่ตกทุกข์ได้ยากทั่วๆ ไป คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เรายังมีชมรมกอล์ฟควีนส์แลนด์ เป็นกลุ่มคนไทยที่ชอบเล่นกอล์ฟกลุ่มเล็กๆ แล้วไปร่วมกับชมรมอื่นๆ แข่งขันกันบ้าง อย่างเมื่อสองปีที่แล้วสถานทูตไทยที่ซิดนี่ย์ได้จัดกอล์ฟควีนส์คัพ พวกเราก็ไปรวมตัวกัน และยังมีการแข่งขันคิงส์คัพซึ่งเป็นรายการเก่าแก่ที่สุดของนักกอล์ฟไทยในออสเตรเลียซึ่งจัดกันเป็นประจำทุกปี

​    มีอยู่ครั้งหนึ่งเราได้ร่วมเล่นกันระหว่าง อิตาเลี่ยนคัพ เลบานิส และ ไทยกอล์ฟ โดยเขาให้ผลัดกันจัด ผลัดกันเป็นเจ้าภาพ ซึ่งประเทศไทยอยู่ใกล้ประเทศออสเตรเลียที่สุด สะดวกกว่า มีความพร้อมกว่า เมื่อเทียบกับอีกสองประเทศ สนามกอล์ฟของเราก็สวย อาหารการกิน สถานที่ท่องเที่ยวก็ดี การบริการก็ดี ทุกอย่างลงตัว อยากให้ประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพ โดยล่าสุดที่จัดครั้งนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว ได้รับการสนับสนุนทั้งจากเอกชน และ ภาครัฐ เช่น ททท. ก็ได้ให้การช่วยเหลือเราเป็นอย่างดียิ่ง

ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2559 นี้ เราจะจัดกอล์ฟหาเงินสนับสนุนโรงเรียนสอนภาษาไทย โดยสมาคมไทย-ออสเตรเลียนแห่งรัฐควีนสแลนด์ พวกเราได้พยายามเผยแผ่ รักษาประเพณี วัฒนธรรมของไทยเอาไว้ เด็กๆ ลูกหลานไทยที่นั่น เราก็อยากจะให้เขาได้เรียนภาษาไทย มีโรงเรียนสอนภาษาไทยวันอาทิตย์ทั้งที่บริสเบนและโกลด์โคส พวกเราก็หาทุนหาอุปกรณ์ไปสนับสนุนให้มีการเรียนการสอน ช่วงไหนไม่มีอะไรก็พวกเราคนไทยทำมาหากินกันไป แต่ถ้ามีงานเมื่อไหร่หรือต้องต้องการความช่วยเหลือ เราก็จะมารวมตัวกันทันที เพราะยังไงความเป็นไทยของพวกเราก็มีอยู่ในสายเลือดอยู่เสมอ คนไทย ยังไงก็ไม่ทิ้งกันครับ

0316 int Ex 2

0316 int Ex 3

0316 int Ex 4