ตอนที่ 30 เหมันตฤดู

ตอนที่ ๓๐. เหมันตฤดู

ฤดูหนาวอันยาวนานในปีนี้ส่งผลให้ไร่นาหมากผลไม่ค่อยดีนัก แต่ชาวบ้านที่อาศัยป่าใหญ่นี้ยังได้อาหารป่าประทังชีวิต พระนิรันตระยังคงปักกลดอยู่ ณ ริมลำธารที่เดิม และมุ่งมั่นให้เกิดความสำเร็จ ชาวบ้านที่อาศัยทางเกวียนผ่านไปมาได้บอกต่อๆกัน ทำให้พระนิรันตระได้รับอาหารจากชาวบ้านที่นำมาถวาย ผลัดกันเวียนไปมา ภิกษุหนุ่มสามารถมีชีวิตอยู่ได้เพื่อบำเพ็ญบุญบารมีตามจุดมุ่งหมายเพื่อการหลุดพ้น

ค่ำคืนนี้ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ของเหมันตฤดู พระภิกษุหนุ่มนั่งกรรมฐานอยู่ภายในกลด อากาศหนาวเย็น แสงจันทร์นวลส่งสว่างกลางกลดเป็นลำแสงงดงาม ภาพเด็กชายหญิงผิวขาวตากลมโตนอนอยู่บนใบบัวยิ้มละไม

…ท่านผู้สูงส่งด้วยบุญที่กำลังปฏิบัติภาวนาอยู่ในขณะนี้ ข้าพเจ้าขอเกาะบุญชายผ้าเหลืองของท่านสู่ภพมนุษย์เพื่อทำหน้าที่เชื่อมต่อในเมืองบาดาลของข้าพเจ้าที่ได้หมดลงแล้ว

…ภาพเคลื่อนไหวที่องค์พระประธาน หลวงพ่อพระสุกแย้มพระโอษฐ์ให้พระนิรันตระเหมือนเป็นการสื่อคำตอบให้ภิกษุหนุ่มได้รับรู้ว่าถึงเวลาของเจ้านางจันทร์ฉายแล้ว พระนิรันตระกำหนดส่งบุญไปยัง…เด็กน้อยบนใบบัวทันที

…บุญกุศลผลบุญของข้าพเจ้าที่กระทำมาในภพชาตินี้ ข้าพเจ้าขอส่งบุญทั้งหมดให้เด็กน้อยสองคนที่นอนอยู่บนใบบัวได้รับบุญกุศลเท่าๆกับข้าพเจ้าที่กำลังปฏิบัติอยู่ขณะนี้

ลำแสงสีขาวนวลพาดผ่านจีวรพระนิรันตระเป็นทางทอดยาวไปถึงลำตัวขาวผ่องของ

เด็กชายหญิงตัวน้อย เสียงเด็กน้อยหัวเราะ เอิ๊กอ๊าก…เหมือนเป็นคำตอบของความสุข…

ในค่ำคืนของพระจันทร์เต็มดวงขึ้น ๑๕ ค่ำ ถ้ายังคงอยู่ที่วัดหนองบัวก็จะเป็นวันพระใหญ่ที่ชาวบ้านพากันมาทำบุญตักบาตร กวาดลานวัดและทำวัตรเช้า-เย็น ถือศีลกันทั้งหมู่บ้าน พระนิรันตระนึกถึงด้วยความอิ่มเอมเปี่ยมสุขในบุญกุศลที่สร้างมาและในค่ำคืนเหมันตฤดูอันยาวนาน พระนิรันตระจะไม่มีวันลืมเลือน ถึงแม้การปฏิบัติของพระภิกษุหนุ่มยังไม่บรรลุถึงการหลุดพ้นก็ตาม เพราะในคืนนี้ได้สร้างบุญเชื่อมกุศลให้เกิดอย่างยิ่งใหญ่แก่เด็กน้อยทั้งสองแล้ว เราคงได้พบกันไม่ช้าก็เร็ว หากบุญที่ข้าปฏิบัติมาส่งผลได้จะช้าหรือเร็ว ข้าก็จะรอ…

 ทุกค่ำคืน พระนิรันตระปฏิบัติสวดมนต์ภาวนากรรมฐานเช่นเคย และยิ่งเข้มขึ้นทุกๆวัน และไม่ลืมที่จะส่งบุญแผ่เมตตาไปยังเด็กตัวน้อยที่ภิกษุหนุ่มรอคอยให้กลับมาจุติในภพมนุษย์

………………………………………………………..

วันเวลาผ่านพ้นไปในที่สุดวสันตฤดูก็ย่างเข้ามา เวลาเย็นจะมีเมฆกลุ่มใหญ่ปรากฏขึ้น

ทางขอบฟ้าไกล ทางด้านทิศเหนือและดูเป็นกลุ่มก้อนสลับซับซ้อนกันวางเป็นแนวยาวเหยียดติดกับขอบฟ้าคล้ายทิวเขาอันมหึมา สายฟ้าแลบโลดเล่นเผ่นกระโจนจากก้อนเมฆโน้นสู่ก้อนเมฆนี้ จากก้อนเมฆนี้สู่ก้อนเมฆนั้นอย่างร่าเริง เสียงฟ้าคำรามลั่นพสุธามาเป็นระยะๆ ทำให้ภิกษุหนุ่มรู้ทันทีว่าขณะนี้ ท่านปู่พญานาคราช ท่านย่าพญานาคี ที่พวกเขานับถือและศรัทธาได้รับรู้ในสัญญาที่พระนิรันตระภิกษุหนุ่มให้สัญญาไว้กับเมียและลูกอันเป็นดวงใจว่าจะขอครองชีวิตอยู่ใต้ร่มพระศาสนา

ไม่ช้าพระอาทิตย์ที่กำลังส่องแสงจ้าก็ถูกกลุ่มเมฆหมอกสีดำบดบังสนิท แสงแดดในยามเย็นก็พลันมืดมัวสลัวลง เหนือยอดไม้ขึ้นไปเมฆหมอกสีดำก็ขยายตัวออกกว้างขึ้นๆ เพื่อปิดบังท้องฟ้าสีเขียวคราม พระพายเริ่มพัดโหมหนักขึ้นๆ แล้วเม็ดฝนน้อยใหญ่ก็ตกลงอย่างหนัก เสียงสายลมผสมคลุกเคล้าเสียงฝน เสียงฟ้าดังอื้ออึงไม่ขาดสายเหมือนเบื้องบนกำลังจะลงโทษมนุษย์ โดยปล่อยน้ำลงมาอย่างไม่ปรานีให้ท่วมโลก

ท่ามกลางความกึกก้องของธรรมชาตินั่นเอง ภิกษุหนุ่มนั่งอยู่ในกลดองค์เดียวด้วยจิตที่

หดหู่เหงาเศร้าผิดกว่าวันก่อนๆ เมื่อสายฝนสายลมผ่านพ้นไปแล้ว ความเงียบอย่างเยือกเย็นก็เข้าครอบงำบริเวณร่มไม้ใหญ่ เสียงคำรามของฟ้าที่ดังเป็นครั้งคราวในยามนี้ ภิกษุหนุ่มคิดถึงอดีตที่ผ่านมาอีกแล้วทั้งที่พยายามลืม ยิ่งนานวันกลับปรากฏเด่นชัดขึ้นในห้วงของความคิดครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกครั้งที่ภาพในอดีตมาปรากฏเด่นชัดในห้วงของความคิดมันเป็นเสมือนหนึ่งสงครามในอกของพระนิรันตระซึ่งสงบไปได้แค่บางเวลา พระภิกษุหนุ่มใช้ความพยายามปรามมันไว้ด้วยการระลึกถึงคำสอนขององค์พระศาสดา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และต้องเสื่อมสลายในที่สุด ไม่ช้าพระจันทร์ในคืนเดือนแรมก็โผล่พ้นเหนือแนวเมฆ ทอแสงสีนวลสว่างสดใสไปทั่วบริเวณนั้นคืนนี้ พระภิกษุหนุ่มจึงปล่อยจิตใจให้เลื่อนลอยไปตามสภาพธรรมชาติของมันโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย

แว้บ..หนึ่งภาพ เด็กน้อยทั้งสองก็แทรกเข้ามา  …ป่านฉะนี้เจ้าอยู่หนใดหนอ?

มณีจันทร์ฉาย