การ enlighten รู้แจ้งเห็นจริง ของเด็กคนหนึ่ง

ได้ดูคลิปที่เพื่อนในกลุ่มส่งมา เอามาจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง ไม่ up to date  อาจจะเป็นปีแล้วได้ สัมภาษณ์เด็กหนุ่มคนหนึ่งเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัดกาฬสินธุ์

คลิปไม่ถึง3นาที แต่ให้ สติปัญญาแบบ enlighten รู้แจ้ง

เด็กหนุ่มคนนี้ ก็เหมือนเด็กลูกชาวบ้านต่างจังหวัดทั่วประเทศ คือพ่อแม่เป็นชาวนาชาวไร่ ส่งลูกเรียนหนังสือ เป้าหมายคือ ให้เรียนสูงๆ เรียนให้จบปริญญาตรี

เขา ไม่ต่างกับเด็กอื่นๆ ที่ถูกพร่ำสอนทั้งจากพ่อแม่จากครูว่า..เด็กดีต้องเรียนให้เก่งๆ ทำเกรดดีๆ ยิ่งช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ม.3 ขึ้น ม.4 ต้องทำเกรด 3.8-4 ให้ได้ เพื่อโอกาสการเรียนได้เรียนในมัธยมปลาย ต่อยอดเข้าระดับอุดมศึกษา มหาวิทยาลัย

เส้นทางการศึกษานี้คือ  “เส้นทางหลัก” ที่เด็กเยาวชนของชาติ ทั้งประเทศ”ถูกต้อน”เข้าระบบการศึกษามาตรฐานจากระบบอำนาจส่วนกลาง กระทรวงศึกษาฯ

เป็นเส้นทางการศึกษาที่ย่ำเดินมาตลอดนับแต่ ประเทศไทยมีกระทรวงธรรมการ ตั้งแต่ พ.ศ. 2435  เกือบร้อยปี คนไทยเราทุกยุค มีทัศนคติฝังใจ ว่า การศึกษา สร้างคน  ลูกหลาน จะได้มีความรู้ มีงานมีการทำมั่งคงในอนาคต

จึงมีวลีโบราณนับแต่ปู่ย่าตาทวด … เรียนหนังสือ จะได้ เป็นเจ้าคนนายคน ไม่เรียนหนังสือ ก็เป็นควายอยู่ที่บ้าน

เด็กคนนี้ โตขึ้นมา เรียนชั้น ม.3 ขึ้น ม.4 เป็นคนเรียนดีมาตลอด ตามกระบวนการความคิด บนถนนการศึกษา

หากวันหนึ่ง เขาก็มีคำถามในหัวว่า..ทำไมชาวนาชาวไร่ญีปุ่นถึงมีเงิน ทำไมชาวนาชาวไร่คนไทยถึงจน ชาวไร่ชาวนาซี่ปุ่นเรียนหนังสือหรือเปล่า?

จากคำถามนั้น ทำให้หลายๆคำถามตามมา

ทำไมต้องใช้เวลา ไปทุ่มเทให้กับ การเรียนเก่งเพื่อ เอาเกรด?

ที่ที่สุดเขาพบว่า เกรดมันไม่ได้สำคัญอะไรเลย ถ้าเรารู้ว่า เราจะเติบโตทำมาหากินอะไร ในวิถีทางที่เหมาะที่ชอบ

เกรดเพียง เครื่องหมายนำทาง ให้เด็กต่างจังหวัด เด็กบ้านนอก มีโอกาสเรียนหนังสือสูงๆ ระดับปริญญาตรี ไปแข่งกันเด็กกรุง จบแล้วก็ต้องหางานทำในกรุง ที่อาจมีสารพัดอาชีพ ตั้งแต่ นักบัญชียันถึงแพทย์ อันต้องต่อสู้ แก่งแย่งเพื่อให้ได้มา

แล้วถ้าไม่ได้ล่ะ ก็เป็นปัญหาทบไปเรื่อย ทั้งการตกงานส่วนตัว จนปัญหาว่างงานของสังคม

เขาไม่ต้องการที่จะเป็น “เฟืองจิ๋วๆอีกเฟืองหนึ่ง” ในกระบวนการนั้น

จึงเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง  บอกพ่อแม่ว่า..จบ ม.6 พอแล้ว เขาไม่เรียนต่อ แต่จะกลับมาทำไร่ทำสวน ในที่ทำกินของพ่อแม่ ที่เขาเริ่มเรียนรู้ มาตั้งแต่ตอนอยู่ ม.3แล้ว และชอบ

สิ่งหนึ่งที่เด็กดีมาก คือ พ่อแม่เข้าใจ ให้การสนับสนุน

และสิ่งหนึ่งที่น่าผิดหวัง ก็คือ มีเพื่อนหลายๆคน ที่เห็นดีด้วย อยากทำอย่างเขาบ้าง ไม่เรียนต่อ จะทำไร่ทำสวน ทำมาหากินจริงจัง  แต่พ่อแม่ไม่ยอม ด้วยทัศนคติเดิมๆ มาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด..ไม่เรียนสูง ก็โง่ดักดานเป็นควาย ไม่ได้เป็นเจ้าคนนายคน

พ่อแม่ แทบร้อยทั้งร้อย จะฝังใจกับภาพ ลูกไปโรงเรียน มีครูสอน ให้ความรู้ คือ “เรียนหนังสือ” ทั้งที่ “การเรียนรู้” เพื่อการสร้างอาชีพ การดำรงชีวิตนั้น สามารถเรียนกันได้ทุกแห่งทุกวัน ทุกชั่วโมง

ดีกว่าเรียนหนังสือในห้องเรียน วิชาตวักกระบวย ที่ไม่ได้ใช้ในชีวิตจริง แต่เพื่อเอาเกรด..เป็นคนเรียนเก่งเท่านั้น

ทำไมชาวไร่ชาวนาถึงจนถึงลำบาก เขาก็หาคำตอบ คนรุ่นพ่อแม่ตายาย มีขอบเขตุความรู้ที่จำกัด ปลูกเป็นแต่พืชเชิงเดี่ยว เหมือนกันหมดทั้งบาง ทั้งจังหวัด ทำนาก็ทำแต่นา ปลูกข้าวโพด ก็มีแต่ข้าวโพด

ทว่ายุคคนรุ่นลูกหลาน สามารถหาความรู้ได้ มีเป้าหมายปรับเปลี่ยนได้ พัฒนาที่ทำกินได้ มีเงินได้

เด็กคนนี้ เล่าว่า เขาสนใจเรื่องไผ่ เพราะต้นไผ่มีประโยชน์สารพัด ตามแต่หลากหลายพันธุ์  เขาเรียนรู้เรื่องที่อยากรู้สารพัดจากอินเตอร์เน็ต  ในทุกวันของชีวิต เขาวางโครงสร้างปลูกเรือนเล้าไก่โดยใช้วัสดุธรรมชาติ เสาต้นไผ่ พื้นเป็นดินเหนียวอัดแน่น โดยไม่ต้องเทปูน เขาปลูกผัก กินเอง แบ่งปันเพื่อนบ้าน มีมากก็เอาไปขายตลาด 

เด็กคนนี้ ยังมีหัวทางศิลปะ เขาวาดรูปเก่ง วาดรูปเป็นการผ่อนคลาย เป็นความสุข  รูปที่วาดเป็นทิวทัศน์ธรรมชาติและเอกลักษณ์ของจังหวัด (ไดโนเสาร์กาฬสินธุ์ ก็มีนา) ขายได้เป็นเงินอีก

เด็กคนนึ้อายุแค่ 17 เขาสร้างรายได้ มีเงินเก็บแล้ว..ขณะที่ลูกพ่อแม่คนอื่นๆ ยังแบมือใช้เงินพ่อแม่อีกนานหลายปี กว่าจะจบปริญญาตรี  ถ้ามีปริญญา แต่ไม่มีงานทำ ก็ยิ่งสูญเปล่า

เด็กบ้านนอกคนนี้ อายุนิดเดียว แต่มีความคิด พัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเอง เพื่อมีกินมีใช้ มีเผื่อแผ่ ไม่เป็นปัญหาของสังคม ผิดแผกไปจาก เด็กส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ที่ถูก”ต้อน” เดินไปตามถนนสายการศึกษาเชิงเดี่ยว

วลีหนึ่งที่จับใจ และ ความเป็น enlighten แสงสว่างแห่งปัญญา ที่เด็กคนนี้พูดชัดๆ จากความรู้สึกเรียนรู้ของเขาคือ

ระบบการศึกษาของไทย ที่มาจากส่วนกลาง (กระทรวงศึกษาธิการฯ)ใช้ไม่ได้แล้ว  ต้องเปลี่ยนได้แล้ว

ให้ทันโลก เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง

เด็กเมือง เด็กกรุง จะเรียนศาสตร์วิชาที่เหมาะกับอาชีพคนกรุง ก็เรียนไป

เด็กต่างจังหวัด เด็กบ้านนอก ลูกชาวไร่ชาวนา ที่มีฐานชีวิตอยู่แล้วเช่นนั้น ควรได้เรียนรู้ ทั้งทัศนคติ ทั้งองค์ความรู้ที่มีคุณประโยชน์ ใช้ได้จริงในท้องถิ่นนั้นๆ การทำกิน เรียนรู้ภูมิปัญญา ความรู้วิชาการ เครื่องมือเทคโนโลยี่ ระบบการจัดสหกรณ์  เพื่อทำกินได้ โดยไม่เป็นภาระสังคม 

เด็กที่เก่ง มีความสามารถสูง เรียนรู้ในความเป็น “คุรุ” คือ ครู สอนคนอื่น เด็กอื่น

เรียนรู้การเป็น นักปกครอง เป็นกำนัน เป็นผู้ใหญ่บ้าน ที่ลูกบ้านรัก..บางทีจะสร้างพลังท้องถิ่นเข้มแข็ง ได้ดีกว่า ปลัดหรือ นายอำเภอ ด้วยซ้ำ

อยากให้ทุกจังหวัดในประเทศไทย มีเด็กที่มีสติปัญญาคิดได้เช่นนั้น จังหวัดละสิบยี่สิบคน  แล้ว ขยายทัศนคติแผ่กระจายให้ พ่อแม่คนต่างจังหวัด ให้เด็กต่างจังหวัดคนอื่นๆ อีกร้อยคนพันคน เห็นเช่นนี้บ้าง

เมืองไทยเรา ในสิบยี่สิบปีข้างหน้า  จะมีเป็นพลเมืองกลุ่มเกษตรกร กสิกรรม ที่มีคุณภาพ มีเงิน มีฐานะ ไม่เป็นภาระสังคม

จุดประกายนี้ อาจสามารถพลิกแผ่นดินไร่นา และ เป็น ไร่นาสวนเชิงผสม เลี้ยงตัวเองมั่นคง ชาวไร่ชาวนา ที่ยากจนไม่มีแล้ว มีแต่ เกษตรกร กสิกร นักสหกรณ์ชุมชน ทั่วเมืองไทยได้ในอนาคต

อันมาจาก ประกายความคิด  “นอกกรอบ”ที่ไม่มีในตำราเรียน ของเด็ก ม.3 จังหวัดกาฬสินธ์ ที่สงสัยว่า..ทำไมชาวไร่ชาวนาญี่ปุ่น ถึงมีเงิน แต่ชาวไร่ชาวนาไทย ยากจน แท้ๆ

เขา คิดด้วยตัวเอง พบคำตอบด้วยตัวเอง และเป็น enlighten   ที่มองไปถึงอนาคตได้ชัดเจน

ไม่รู้ว่า “ผู้ใหญ่” ในระบบการศึกษาของประเทศ จะ enlighten รู้แจ้งเห็นจริง เป็นเท่าเด็กคนนี้หรือเปล่า

ยังคงเป็น เสนาบดี ที่ดูไม่ออก บอกไม่ถูก ยังคงใช้กลไกวิถีทางการศึกษา ”ไล่ต้อนเด็ก” เดินไปในเส้นทางการศึกษาเดิมๆ เรียนแม่มสารพัดศาสตร์ วิชาตวักกระบวย เพื่อเอาเกรด เพื่อต่อยอดเรียนรู้

ไม่สร้าง คนรุ่นใหม่ ที่สามมารถพลิกแผ่นดิน ทำกินอย่างมั่นคง ด้วยระบบการศึกษา เสียแต่วันนี้

ก็ไม่รู้ อนาคตเลยว่า.. คนเราจะพากันจมคลั่กแออัดในสังคม ปากกัด ตีนถีบ แก่งแย่งเงิน แย่งงานกันเพียงใด                                               

ยอดทอง