จะเป็นคนอย่างไร ในยุค new normal

มีศัพท์ภาษาอังกฤษที่เกิดขึ้นจากวิกฤติไวรัสโควิด-19  และใช้กันทั้งโลก รวมถึงเมืองไทยเราด้วย นั่นคือ คำว่า “  new normal “

ราชบัณฑิตสถาน บัญญัติเป็นภาษาไทยได้กระจ่าง คือ ความปรกติใหม่ ฐานชีวิตใหม่

หมายถึง  รูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างใหม่ที่แตกต่างจากอดีต อันเนื่องจากมีบางสิ่งบางอย่างมากระทบ จนแบบแผนและแนวทางปฏิบัติที่คนในสังคมคุ้นเคยอย่างเป็นปรกติและเคยคาดหมายล่วงหน้าได้ ต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่วิถีใหม่ ภายใต้หลักมาตรฐานใหม่ ที่ไม่คุ้นเคย

วิกฤติไวรัสโควิด -19 ในเวลาเพียงไม่ถึงครึ่งปี ได้จัดระเบียบสังคม จัดระเบียบมนุษย์โดยสิ้นเชิงในหลายประการ  แม้จะมีการสกัดกั้น หวังเอาชนะไวรัสตัวนี้ ได้ผลไปเรื่อยๆ

มีการคลายล็อค เพื่อกลับสู่ภาวะปรกติ แต่ก็วิเคราะห์กันว่า มนุษย์ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองปี ถึงจะพ้นอิทธิพลความหวาดหวั่นไวรัสโควิด-19 (อันไม่รู้ว่า ยังจะมีไวรัสตัวใหม่มาอีกหรือๆไม่)

ช่วงเวลา 2 ปีดังกล่าว มนุษย์อาจรอดตายจากไวรัสล้างโลก แต่วิกฤติที่ต้องเผชิญคือ ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ การเงิน

ทำให้คนเราต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ แนวคิดไปสู่การปฏิบัติเป็นรูปธรรมของตนใหม่ ฐานชีวิตใหม่ เพื่อ “อยู่ได้”  เป็น  “ new normal “ ของวิถีโลกนับแต่นี้

คุณคิดหรือยังครับว่า จะปรับตัวเอง ให้ลอดคล้องไปกับวิถีโลก  “ new normal “นับแต่นี้ อย่างไร

มีคลิปมากมายที่ กล่าวถึงเรื่องนี้  อาจซ้ำๆกัน  ที่พอจะแจงเป็นหัวข้อแนวคิดครับ

เขาบอกว่า ไวรัสโควิด -19 ทำให้ทุกอย่างที่เคยเป็นสิทธิและสมบัติของมนุษย์จากมหภาคจนถึงจุลภาค ห่อหดตัวลง

จุลภาคก็คือตัวตนมนุษย์ เราท่านนี่แหละ ก็ต้องปรับตัว ปรับทัศนคติ ห่อหดตัวลง จากกิเลสทุกข้อที่เคยพอกตัวในอดีตทุกประการ ถึงจะ “เอาตัวรอด”ไปกับ วิถี “ new normal “

การเงิน

เงินจะหายากขึ้น  คุณต้องมีวินัยทางการเงินอย่างสูง อย่าเป็นหนี้เพราะความอยากเด็ดขาด อย่าคิดเปลี่ยนรถใหม่ ซื้ออสังหาริมทรัพย์ คิดแค่ มีเงินผ่อน “ไปตายเอาดาบหน้า”

อย่าถลุงเงินไปกับความไม่จำเป็น สลัดความฟุ่มเฟือยที่เคยมีออกไป กาแฟชงกินเองได้ ไม่ต้องเข้าไปนั่งยืดเล่นคอมพ์ในสตาร์บัค หรือร้านกาแฟถ้วยละเกือบๆร้อยบาทใดๆ

เลิกไปเลยกับ ภาษิต..ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง เลิกซื้อเสื้อผ้าเลิกใส่แบรนด์เนม ใส่เสื้อยืดก็เท่สวยได้  ขอเพียงมีสไตล์ซะอย่าง ของพรรค์หาได้เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

ถ้าค้นคว้า คุณจะรู้ว่า วงการอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสิ่งทอ ผลิตเสื้อผ้าตามเทรนด์แฟชั่น คือ การถลุงวัตถุดิบของโลกอย่างมหาศาล เสื้อผ้าที่ผลิตมาเพื่อขายในราคามาตรฐานขายได้เพียง 15% ส่วนที่เหลือ 75%คือ สินค้าตกรุ่นตกเทรนด์ เอามากองขายลดราคาหั่นแหลก ที่ต่างไปตะกุยกันมานั่นแหละ ผ่านไปก็จะนำไปย่อยสลาย หมดมูลค่าอันควรจะเป็น

มันคือธุรกิจการถลุงเป็นบ้าเป็นหลังอย่างหนึ่งของโลกใบเก่า

 “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” คือวิถีเสี่ยง มูลค่าเงินปลิวว่อนเป็นเศษกระดาษ ใครก็หวังเก็งกำไรทั้งนั้น แต่ยามเจ๊งขาดทุน ก็จะไม่เหลือทุนอะไร

ว่างเว้นสักสองปีดีไหม เพื่อชีวิตจะได้ไม่ต้องเสี่ยงต่อความฉิบหายเดือดร้อน

ห่อหดกิเลสให้เล็กลง อย่าเป็นหนี้ อย่าก่อหนี้ เลิกฟุ่มเฟือง คือกฎเหล็กข้อแรกของวิถี “ new normal “  

การงาน

งานอาชีพมากมายหลายงานที่ “ตายจาก” ไปต่อไม่ได้ ในโลกยุคใหม่ ถ้าคุณเป็นคนในวิถีนี้ ตกงาน ไม่มีงานทำ อย่าอาลัยอาวรณ์กับงานเก่า คิดว่ามันจะกลับมาสักวัน หรือ เคียดแค้น โยนเป็นความผิดของคนอื่น คุณก็จะจมอยู่อย่างนั้น ไม่ไปไหน

ต้องลุกขึ้นโดยเร็วที่สุด

คิดใหม่ทำใหม่ หาสร้างทักษะใหม่ๆ โลกนี้มีอะไรตั้งเยอะแยะ ให้ค้นคว้า ทำมาหากิน  อะไรก็ตาม ที่ทำไม่เป็น มาจากใจเริ่มต้นก็..ไม่เป็น ไม่สู้แล้ว

แต่ถ้า คิดรอบคอบ มีครู ศึกษากับความรู้ใหม่ เห็นช่องทาง กล้าลงมือทำ ลองผิดลองถูก ทุกวันคือการได้ความรู้ ไม่มีวันไหนที่เสียเปล่า

ชีวิตมนุษย์มันแถกไถไปได้เสมอ

ยกเว้นเกิดมา born loose ขี้แพ้ ล้มเหลวยันเต นั่นก็เป็น “บัวใต้น้ำ”ที่ช่วยไม่ได้จริงๆ

เรียนรู้ 

โลกยุคใหม่ ทั้งชีวิตประจำวัน การงาน สังคม จะไปกับการสื่อสาร อินเตอร์เน็ต/ เว็บไซด์และ IT คุณก็ต้องเรียนรู้ที่จะใช้มันอย่างมีทักษะในทางที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเอง มากกว่าการเล่นเกม นั่งหน้าจอ  ชิตแช็ต เล่นเฟซบุ๊คเล่นline เป็นเกรียนคีย์บอร์ด ไปวันๆ คุณภาพชีวิตอ่อนด้อย

การเรียนรู้ ไม่ใช่เป้าหมายทำเงินร่ำรวย แต่เพื่อหาในสิ่งที่สร้างคุณภาพชีวิตของคุณได้ ชีวิตเศรษฐกิจพอเพียง แต่ร่ำรวยจากการสร้างความสุขให้กับตัวเอง 

เด็กหนุ่มสาวที่เป็นพลเมืองของโลกใหม่ จะต้องมีวิจารณญาณ มีโลกทัศน์กว้างไกลเช่น การเรียนในศาสตร์สาขาที่มีงานทำในโลกยุคใหม่ ใครยังคิดเรียน สี่อสารมวลชนก็แย่แล้ว  หรือเรียนครุศาสตร์ คุณก็ต้องคิดล่วงหน้า ครูในอนาคตคือ ครูในวิถีITทั้งสิ้น

แน่ใจหรือว่า คุณจะสอนเก่งกว่าหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์

วิกฤติไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ บ่งให้เห็นชัดเจนว่า อาชีพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมคือ บุคลากรทางสาธารณสุขและทางการแพทย์ หากเรียนไม่เก่งจนถึงขั้นสอบแพทยาสตร์  พยาบาลศาสตร์ ยังเป็นวิชาชีพที่มั่นคงในวิชาชีพยิ่งกว่าเป็นครูนา

โลกอนาคต ไม่ใช่ทหารแล้ว ที่เป็น “แนวหน้า”สู้สงคราม แต่เป็น บุคลากรทางการแพทย์และทางสาธารณสุข สู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น อันจะเป็นแรงงานที่มีมูลค่าราคาแพง 

งานอิสระ free lance

วัยรุ่นโลกยุคใหม่ชอบมากกับ คำนี้ งานอิสระ ฟรีแลนซ์ เป็นนายของตัวเอง มีอิสระ ไม่ต้องตอกเวลาทำงาน ไม่ต้องคำนับรุ่นพี่ เจ้านาย มีไอเดีย มีความคิด ก็ตั้งบริษัทตัวเองได้ อันเป็นการ “เดินทางลัด”ของคนุร่นใหม่  ไม่ว่า ขอเงินพ่อแม่ กู้เงินแบงค์ เพื่อทำงานของตัวเองในความหมาย..ฟรีแลนซ์  

วิถี new normal ไม่ใช่แบบนั้นแล้ว           

เจ๊งกันเป็นแถบ เช่นเดียวกับธุรกิจ sme ขนาดเล็ก ที่ธุรกิจต้องเริ่มต้นใหม่หมด

ในสองปีของ new normal คำว่า งานอิสระ free lance จะถดถอย มาสู่ความหมายของคำว่า job งานพิเศษ ที่สร้างรายได้พิเศษ หาเงินพิเศษ

เพิ่ม ด้วยความขยัน ความสามารถและทักษะของตัวเอง รายได้พิเศษอาจไม่มาก แต่จะได้การเรียนรู้ สร้างโอกาสของตัวเองในทุกๆวัน

ความอดทน

สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิถี new normal จะทำให้ ความเหลื่อมล้ำในสังคมมีมากขึ้น ด้วยภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นตัวแปรสำคัญ

คนรวยก็จะรวยอย่างเดิม อาจจะรวยมากขึ้น ในแง่ของทรัพย์สิน ตัวอย่างเห็นๆ คนรวยมีเงินเย็นยามนี้ เลือกช้อปปิ้ง ซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่ดิน/คอนโดหรูกลางเมือง ในราคาเพียง 50 – 65% ของราคามาตรฐาน เพราะผู้ประกอบการเจ๊ง แข่งกันpromotion เทขายเอาเงินสด

ซื้อทิ้งไว้ รอเวลาโลกหมุนกลับมาเศรษฐกิจดีขึ้น มูลค่าย่อมเพิ่มมากมาย

คนจนก็จะจนอย่างเดิม แต่ประชากรคนจนจะขยายมากขึ้น เพราะ ระดับชายขอบชนชั้นกลาง ตกงาน ขาดรายได้ ก็จะกลายเป็นคนจน ความถ่างเหลื่อมล้ำทางสังคมจะมามากขึ้น

ดังนั้น เมื่อผ่านวิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว  ความอดทน patient จึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอย่างยิ่ง สำหรับมนุษย์เราท่าน ในวิถี new normal

ต้องโฟกัสในเป้าหมายของตัวเอง มองไปรอบๆตัวด้วยปัญญา มิใช่โมหะ โลภะ

อดทนที่ฟันผ่าอุปสรรค อดทนที่จะเข้าใจในคนอื่น กระทั่งเพื่อนบ้านเรือนเคียง ด้วยใครๆก็พบความกดดัน อันต่างก็เผชิญกับปัญหาทางสังคมและการเมืองด้วยกันทั้งสิ้น 

คิดดี คิดในเรื่องสร้างสรรค์ เพื่อการอยู่รอด ผ่านพ้นวิกฤติยกสอง วิกฤติเศรษฐกิจ

จาก นิวเคลียสจุลภาค ตัวเองและครอบครัว อยู่ได้ ผ่านอุปสรรคไปได้  จนไปสู่มหภาค ประเทศชาติ อันจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีความมั่นคง จึงสร้างรากฐานแห่งเศรษฐกิจตามกฎกติกาสังคมได้

วิถีแห่งมนุษย์นั้น..ไม่มีทางที่จะไปสู่ โลกยูโธเปีย โลกแห่งความฝัน สะพรั่งเบิกบานมีความสุขได้ด้วยทัวทุกตัวตน แสงสีทองส่องฟ้าอำไพหรอก

มนุษย์ไม่เหมือนกัน

เพราะ มนุษย์ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน (ในอินเดีย สร้างระบบมานับแต่โบราณ แบ่งวรรณะ จำต้องรับ นับแต่กำพืดเกิด)

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในจำนวนประชากรคนไทยนั้น ยังมีจำนวนมากมาย ที่ “ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้”  จาก  “อวิชา” ความไม่รู้ เพราะไม่มีโอกาสในการเรียนรู้/ ขาดทักษะความสามารถพื้นฐาน  ด้วยด้อยโอกาส ยากจนมาแต่ปู่ย่าตายาย

กลุ่มชนกลุ่มนี้ จะพบกับความยากสาหัสกับ วิถี new normal เพราะ ไม่เข้าใจ และปรับตัวเองไม่ได้

ยากจนอย่างไรก็ยังยากจนอยู่ เพราะ บางครั้ง ความยากจน กลับเป็น “เครื่องแบบ” ที่เรียกร้องจากรัฐบาลได้

ตั้งแต่ยุค “เงินผัน” เมื่อครึ่งศตวรรษก่อน จนถึงเมื่อวานนี้ รัฐบาลทุกยุค ก็ยัง “จ่ายเงินค่ายากจน”ของประชากร

รัฐบาลใดๆ ก็ต้อง อุ้มกันไป พากันไป..แม้จะถูกลู่ถูกังอย่างไรก็เถอะ

เพราะ พวกเขานั้น อยู่ในโลกแห่ง “ความไม่รู้” มีขอบเขตุจำกัดต่อทักษะความสามารถ..พออนุโลมได้

แต่พวกที่รู้ดี มีความรู้ มีปัญญา หลับหูหลับตา ยุแยง ยัดเยียดต่อ คนกลุ่มด้อยโอกาส คนยากคนจน เคียดแค้นรัฐบาล เคียดแค้นลุงตู่ เกลียดทหาร ว่าเป็น “ต้นตอ”แห่งความฉิบหายเดือดร้อนแสนสาหัส

โควิดเฮี่ยห่าอะไร..แค่ฉากละคร เพื่อใช้อำนาจเผด็จการคุกคามสิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยคนไทย..ต้องก่อหวอดจลาจลขับไล่

คนที่ทำอะไรชั่ว ด้วย อวิชา พระพุทธเจ้ายังทรงสอนว่า..ให้อภัยในความไม่รู้ของเขาเถิด

แต่คนที่รู้ทั้งรู้..แต่กูจะทำ โดยไม่สนใจว่า ความฉิบหายโดยรวม จะบังเกิดกับใคร..มันจัญไร ครับ

ยอดทอง