มองโลกในแง่ดี ทำให้ชีวิตมีความสุข – อัจฉราภรณ์ อินทรกำแหง

อัจฉราภรณ์ อินทรกำแหง
OJ Hair Professional

“น้ำส้ม” เป็นชื่อไทยๆ ที่ฝรั่งฟังแล้วคงจะงง ก็เลยแปลเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเปลี่ยนมาเรียกเป็น OJ (Orange Juice) ซะเลย ซึ่งชื่อนี้ต่อมาก็เป็นที่รู้จักคุ้นหูกันในแวดวงของ “เส้นผม” ทั้งในประเทศและโกอินเตอร์

คุณส้ม ชอบ และ รักในการทำผมมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้น้องๆ เพื่อนๆ คนโน้นคนนี้ มีกิจกรรม การแสดงในโรงเรียน เธอก็มักอาสาลงมือช่วยเพื่อนๆ แต่งหน้าทำผมอยู่เสมอๆ…

“ไปค้นพบตัวเองว่าชอบอะไรจริงๆ ก็ตอนอยู่ที่อังกฤษค่ะ ค่าทำซาลอนที่นั่นแพงมากๆ ตัดผมทำผมแต่ละครั้งบางทีเป็นหมื่น ครั้งแรกมีเพื่อนผมยาวๆ มาให้ตัดบ๊อบเทสั้นๆ ลงมือตัดกันในห้องครัวของหอที่มหาวิทยาลัยเลย ผลงานออกมาก็พอใช้ได้ เขาพอใจขณะที่เราสนุก แล้วเพื่อนๆ ก็ยังไว้วางใจให้เราช่วยตัด ช่วยทำให้ ตัดไปตัดมาจนรู้สึกว่าอยากจะพัฒนาตัวเองให้ไปได้มากกว่านี้”

แต่ข้อจำกัดของ Oj ที่ยังไม่สามารถสานฝันตัวเองได้ก็คือ ยังต้องรักษาหน้าที่ลูกที่ดีด้วยการ “เรียน” ปริญญาโท สาขาการตลาด ตามคำขอร้องของครอบครัวให้จบเสียก่อน จนเมื่อได้กลับมาบ้านจึงได้คุยกับคุณแม่ แล้วขออนุญาตอย่างเป็นทางการว่า จะไปหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่อง “ผม” อย่างจริงจัง

“อยากทำงานอะไร ที่ไม่เหมือนการทำงานค่ะ ทุกๆ วันที่ได้ทำงาน ก็เหมือนกับได้เล่นสนุกในสิ่งที่ตัวเองชอบทุกวัน” นี่เป็นที่คุณน้ำส้ม ตั้งเป้าถึงงานในฝันเอาไว้ แล้วเธอก็ได้พบกับงานนั้นจริงๆ …

เธอเริ่มจากการเข้าเรียนเกี่ยวกับความงามทางด้านผม โดยมีอาจารย์จากสิงคโปร์มาให้ความรู้ เป็นหลักสูตรของฝั่งอเมริกา โดยคิดไว้ว่า ถ้ามันใช่สำหรับเธอ ก็จะไปต่อ, แต่ถ้าไม่ ก็ไม่เป็นไร ถือว่าได้ประสบการณ์

พอเข้าไปเรียนจริงจัง จากความชอบ จากการได้ฝึกฝนกับคนรอบข้าง แต่สิ่งเหล่านี้กลับทำให้คุณส้มมีพื้นฐานที่ดีโดยไม่รู้ตัว พอมาเรียนก็รับสิ่งที่สอนได้โดยง่าย จนอาจารย์ผู้สอนถึงกับชมว่าเธอมีทักษะดีมาก มีฝีมือที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยสอนมา เมื่อเรียนจบแล้ว ก็ได้ฝึกงาน ทำให้ได้มีโอกาสแสดงฝีมือ ได้อยู่เบื้องหลังความงามของนางแบบคนดังต่างๆ ก่อนจะ ทำให้คุณส้มเกิดความมุ่งมั่น จึงตั้งเป้าขั้นต่อไปว่า จะต้องไปศึกษาต่อในสถาบันวีดัล แซสซูน ลอนดอน เพราะชื่อนี้คุ้นหูและมั่นใจว่าจะช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถให้ก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพได้…

“ครั้งแรกคุณแม่ก็คิดว่าเราคงเล่นๆ ไม่นานก็คงเลิก อยากจะให้กลับไปช่วยธุรกิจของทางบ้าน แต่เมื่อเห็นว่าเราชอบจริงๆ คุณแม่ก็ทราบว่ายังไงก็ต้องปล่อย เพราะรู้นิสัยว่า ถ้าชอบ ถ้ารักแล้ว อะไรก็หยุดไม่ได้ ท่านเลยส่งเสริมซะเลย”

นิสัยอย่างหนึ่งที่คุณแม่รู้จักคุณส้มดีก็คือ ต่อให้ไม่ชอบแค่ไหน แต่ถ้านั่นคือความรับผิดชอบ อะไรที่มอบหมายมา เธอก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่มีเกเรหรือเบี้ยวเด็ดขาด ทั้งๆ ที่ต้องฝืนใจทำก็เถอะ…

คุณส้มรู้สึกว่าการได้เรียนเรื่องผมที่เมืองไทยเป็นเรื่องสนุก แต่พอไปเรียนในสถาบันวีดัล แซสซูน ที่ ลอนดอน ทุกอย่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง การเรียนการสอนเป็นเรื่องซีเรียสมากๆ ทุกอย่างต้องชัดเจน มีกฏเกณฑ์ มีระเบียบ บางส่วนต้องเรียนสรีระโดยเฉพาะเส้นผม ลงลึกเหมือนกับนักศึกษาแพทย์กันเลยก็มี

“ในใจยังเคยแอบคิดว่า นี่ชั้นหนีจากวิทย์ มา ศิลป์ แล้วนะ ยังต้องเจออะไรแบบนี้อีกหรือเนี่ย”… เธอเล่าให้ฟังถึงความเข้มข้นในเนื้อหาที่ต้องเรียนจากสถาบันฯ แต่สิ่งที่ได้รับติดตัวกลับมาก็คุ้มเกินคุ้ม เพราะได้รู้ลึกรู้จริงในเรื่องศาสตร์ของเส้นผมอย่างกระจ่าง

“เรียนคอร์สแรกราวหนึ่งปี ต้องเรียนแบบเป๊ะมาก เรียนไปสอบไป ห้ามตก มีแข่งขันกันทุก 6 สัปดาห์ เพื่อนร่วมห้องเรียนส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ เราเป็นเอเชีย เป็นคนไทยคนเดียว เรียนหนักมาก มีส่งงานตลอด แล้วเมื่อเลือกสายนี้แล้วก็ต้องทุ่มเทให้เต็มที่ คุณแม่เองก็บอกว่างานนี้แม่ช่วยไม่ได้นะ เพราะไม่ใช่สิ่งที่แม่ถนัดเลย ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จ เราต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น”

คุณส้มคิดเสมอว่า ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า “คนไทยไม่แพ้ใครในโลก” ทุก 6 สัปดาห์ ที่ต้องส่งผลงานเข้าประกวด เธอก็ทำเต็มที่ ได้รางวัลติดมือทุกครั้ง จนฝรั่งที่เรียนด้วยกันเกิดอาการ “ค้อน” และมักจะมาพูดกับเธอว่า “Oj you won again!” ด้วยน้ำเสียงเขม่นๆ กันเล็กน้อยแบบพอขำๆ แล้วก็บ่นล่วงหน้าเลยว่า “คราวหน้าก็เป็นเธออีกนั่นแหล่ะ!”

จนเมื่อสอบผ่านระดับสูงสุดได้การรับรองให้เป็นช่างทำผมได้ทั่วโลกแล้ว ก็ต้องอยู่เรียนต่อเฉพาะทางอีก คล้ายกับเรียนหมอไม่มีผิด เรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย ซึ่งเธอก็เลือกเรียนเรื่อง “ตัด” ที่คิดว่าสามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ และ  “สี” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากที่สุด มีทั้งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การเรียนให้รู้จริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นในสาขานี้ ช่างทำผมที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกหลายๆ คนก็เคยจบจากสถาบันแห่งนี้ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยก็ว่าได้…

“เส้นผม คือ วิทย์ และ ศิลป์ การมีความรู้พื้นฐาน มีความเข้าใจในธรรมชาติของผม นั่นคือเรื่องวิทยาศาสตร์ ที่จะทำผมให้ลูกค้าแล้วไม่พัง บำรุง ดูแลสุขภาพ และต่อยอดด้วยงานศิลป์ในเรื่องของความงาม ต้องควบคู่กันไป” ซึ่งความรู้ความเชี่ยวชาญนี้ ส่งผลให้เธอได้รับรางวัล “Student of the Year” อีกด้วย

สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับชาวเอเชียกับชาวยุโรปก็คือ เรื่องของการยอมรับ แต่เมื่อ Oj ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า “คนไทยไม่เป็นรองใครในโลก” มุมมองที่ปฏิบัติกับเธอก็เปลี่ยนไป เพราะเขายอมรับกันที่ความรู้ความสามารถ ไม่ใช่ที่ผิวสีหรือถิ่นกำเนิด

เมื่อได้แสดงผลงาน ก็เริ่มมีแมวมองเข้ามาจับตาดู ชักชวนให้ไปอยู่ร้านใหญ่ๆ มีชื่อเสียง เจ้าของร้านบางรายที่มาทาบทามให้ไปทำด้วยมีดีกรีถึงระดับแชมป์ ถึงขนาดที่โทรมาชวนโดยตรงด้วยตัวเองเลยก็มี แต่ในที่สุดคุณน้ำส้มก็ตัดสินใจเลือกร้านในลอนดอน เพราะรู้ดีว่ายังไงก็ต้องกลับมาทำงานในบ้านเราอยู่ดี

ร้านที่คุณน้ำส้มมีโอกาสได้แสดงฝีมือ อยู่ในย่านแฮร์รอด ถิ่นไฮโซของลอนดอน ซึ่งเธอก็ถือคติว่า “ให้ใจกับนายก่อน” นั่นคือทำให้เต็มที่ ทำให้เจ้านายได้เห็นความทุ่มเท โดยต้องทำทั้ง… ให้ลูกค้ารัก และ ให้เจ้านายรัก เพื่อความก้าวหน้า โดยการพิสูจน์ตัวเอง

ลูกค้าคนแรก Oj ก็ต้องเจอกับงานสุดหินซะแล้ว เพราะลูกค้าประจำเกิดอาการไม่พอใจช่างระดับแถวหน้าของร้าน จนช่างวางเครื่องมือไม่ทำต่อ แล้วเจ้านายก็เรียกให้ช่างหน้าใหม่ของร้านให้ไปดูแล..

“ในใจคิดว่าเจ้านายคงลองของเราแล้ว แต่ก็คิดว่านี่คือโอกาสที่เราจะได้พิสูจน์ฝีมือ” เธอจึงนำความเป็นไทยเข้าไปหาลูกค้า พูดคุยกันแบบประนีประนอม บวกกับความรู้ที่เรียนมาทั้งจากที่ไทยและที่นั่น ช่วยเขาแก้ปัญหา จนผ่านพ้นไปได้ ลูกค้าชอบใจ เธอก็โล่งใจ เจ้านายก็ประทับใจ จนช่วงต่อๆ มาก็ได้เลื่อนขั้นมาเป็น ท้อปสไตลิสต์ ของร้าน “เราแบกความไทยไว้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะไม่ทำอะไรให้ขายหน้าเขาอย่างเด็ดขาด”…

การเป็นช่างทำผม นอกจากจะดูแลในเรื่องสุขภาพความงามแล้ว ยังต้องมีความเข้าอกเข้าใจในตัวลูกค้าอีกด้วย เคยมีครั้งหนึ่งที่ ทำผมลูกค้าไปแล้วเขาร้องไห้ เครียด เศร้า จนเมื่อทำผมไปสักพักก็เริ่มเล่าว่ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับชีวิตของเขาบ้าง ถึงได้ทราบว่าที่ลูกค้าร้องไห้ไม่เกี่ยวกับที่เธอทำผมอยู่ จากนั้นก็ได้คุยกันจนเกิดความไว้วางใจ ทุกข์ที่เก็บไว้ในใจของเขาก็ถูกระบายออกมา ซึ่งตอนที่ศึกษาในสถาบันฯ เธอก็เคยเรียนมาว่า ช่างทำผม ก็มีส่วนเหมือนกับจิตแพทย์ ที่ต้องคอยรับฟัง ให้คำแนะนำ เป็นเพื่อนคุย เพราะต้องอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานานระหว่างทำผม จะทำผมไปอย่างเดียวเงียบๆ ไม่ได้ ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าด้วย

“เมื่อก่อนเป็นคนเงียบๆ ไม่ช่างเจรจา แต่พอมายึดอาชีพนี้ ต้องรู้จักพูด รู้จักคุย ก็ดีใจนะคะ ที่การทำผมช่วยให้ตัวเองได้ออกมาจากอีกโลกหนึ่งที่เคยอยู่ ทำให้มีวาทะศิลป์ รู้จักวิธีพูดคุยกับผู้คน”… แล้วเมื่อทำผมให้ลูกค้าเสร็จ เธอก็หยุดร้องไห้ ดีใจที่ได้ทรงผมใหม่ถูกใจ ซึ่งก็เป็นที่รู้กันว่า ผู้หญิงไม่ว่าจะมีความทุกข์แค่ไหน ถ้าได้ทำตัวให้สวยขึ้น เช่นการทำผม ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้จากภายในทันที…

การทำผมที่ต่างประเทศนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการนัดหมายล่วงหน้าทั้งสิ้น คุณส้มจึงได้คิดนำระบบนี้เข้ามาเปิดในบ้านเราบ้าง เป็นการเขย่าวงการครั้งสำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะการนัดหมายล่วงหน้าจะทำให้มีความพร้อมในการดูแลมากขึ้น ทั้งตรงประเด็นที่ลูกค้าต้องการ และให้ความเป็นส่วนตัวเหมือนกับทำผมอยู่ที่บ้านเพื่อน ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งตัวแต่งหน้า ออกจากบ้านก็ขับรถเข้ามาจอดที่นี่ได้เลย ได้ใช้เวลาดูแลกันเต็มที่…….

การปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่คุณส้มยึดถือมาตลอด จากเดิมที่เคย “ร้อน” สุดๆ ก็กลับมาเย็นได้ด้วยธรรมะ จากเดิมที่เคยไปใช้ชีวิตในต่างแดน รู้สึกว่าความอิสระเป็นสิ่งที่สำคัญ กฏเกณฑ์ต่างๆ ก็ไม่มีมากมาย แต่พอกลับมาบ้านอีกครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองถูกกดดัน ถูกกฏข้อบังคับต่างๆ บีบให้ชีวิตมีแต่ความอึดอัด คิดว่าจะอยู่ไม่ได้แล้ว ไปไหนก็หงุดหงิด คิดว่าอะไรๆ ก็มีแต่ปัญหา อะไรๆ ก็ทำไม่ได้ ทุกอย่างรอบข้างคือทุกข์ ทั้งๆ ที่ความทุกข์นั้นเกิดจากข้างในที่สร้างขึ้นมาเอง รู้สึกร้อนใจ ใครพูดอะไรก็ขัดไปหมด ไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง จนรู้สึกว่า ตัวเองนี่แหล่ะ คือตัวปัญหา…

คุณแม่คุณส้มพูดถึง คุณแม่สิริ กรินชัย อยู่เสมอว่าเคยปฏิบัติธรรมกับท่าน แล้วก็แอบภาวนาว่าสักวันลูกจะไปบ้าง แต่ไม่เคยบอกตรงๆ เพราะรู้ว่าถ้าบอกลูกจะไม่ไป จนวันหนึ่ง ลูกสาวก็ไปเองจริงๆ คุณแม่ดีใจมากๆ พอไปแล้วคุณส้มก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด พอกลับมาทุกคนประหลาดใจมากที่เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด เธอเองก็รู้สึกดีมากจากความสุขที่ได้หายไปแล้วได้คืนกลับมา กลายเป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยมีอารมณ์โกรธ “ทุกคนย่อมเคยทำอะไรผิดพลาด แต่เราจะไม่ชอบให้ใครทำอะไรผิดพลาดกับเรา” เมื่อก่อนเธอจึงออกอาการ “วีน” ทุกครั้งที่เกิดความผิดพลาด แต่พอได้รับธรรมะแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็บรรเทาเบาบางลง…

“การรู้เท่าทันอารมณ์ จับอารมณ์ให้ได้ ทุกอย่างจะทำด้วยสติและปัญญา คิดก่อนลงมือทำ นึกถึงคนอื่นมากขึ้น ทุกครั้งที่เราได้ปลดปล่อย ระบายอารมณ์โกรธออกไปแค่เวลาสั้นๆ แต่คนที่ได้รับผลกระทบอาจจะมีมากมายมหาศาล เราอาจจะไปสร้างทุกข์ให้กับเขา หรือเราอาจจะไปทำให้วันนั้นกลายเป็นอีกวันที่แย่สำหรับชีวิตเขา ความกตัญญูรู้คุณคน ก็เป็นสิ่งสำคัญ นอกจากพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดแล้ว ครูบาอาจารย์ ที่ดูแลสั่งสอน แม้กระทั่งคนรอบข้างที่ให้โอกาสเรามาเสมอในทุกๆ เรื่อง”…

และคุณส้ม Oj ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าคิดว่า…

“การมองโลกในแง่ดี มากๆ ทำให้ชีวิตมีความสุข มองโลกให้ละเอียดขึ้น ลึกซึ้ง จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้นได้ทันทีค่ะ!”

int0201 Working 2

int0201 Working 3