“..ต้องใส่ใจ เข้าไปกับผลผลิต..” วันเพ็ญ ทองกวาว

วันเพ็ญ ทองกวาว
กรรมการผู้จัดการ Thongkaow Group

คุณเพ็ญเล่าให้ฟังว่า ชีวิตเริ่มเป็น Working Girl เพราะได้เห็นคุณพ่อคุณแม่ทำงานหนักในร้านขายยาที่กบินทร์บุรีมาตั้งแต่เกิด คุณพ่อปรุงยาเองด้วย เราก็ยังเด็กๆ ได้เข้าไปช่วยหยิบโน่นจับนี่บ้าง กลางวันวิ่งวุ่นขายยาทั้งวัน กลางคืนมาช่วยกันนับเงินลงบัญชี จนเป็นภาพที่คุ้นเคย

ช่วงปิดเทอมอยู่บ้านว่างๆ ด้วยความมีหัวทางค้าๆ ขายๆ เลยชวนเพื่อนข้างบ้านหุ้นกันขายขนมหวานใส่น้ำแข็ง ขายดีเพราะอากาศร้อน สนุกด้วย ได้เงินเก็บฝากธนาคารออมสินด้วย เป็นรายได้ที่สร้างความดีใจให้ตามประสาเด็กๆ

พอโตขึ้นคุณเพ็ญก็ย้ายเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ด้วยพื้นเพนิสัยรักความเป็นระเบียบเรียบร้อย โดยเฉพาะความสะอาดที่ได้ซึมซับมาจากร้านยาที่คุณแม่คอยดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งงานเย็บปักถักร้อย ทั้งจากการได้เห็นคุณแม่ลงมือ และอ่านหนังสือนิตยสารซึ่งมีแบบพร้อมวิธีการตัดเย็บ เป็นการรักและชอบงานฝีมือโดยไม่รู้ตัว

ครอบครัวสนับสนุนลูกๆ ให้เป็นครู เพราะคุณแม่เคยเป็นครูใหญ่ คุณเพ็ญจึงตัดสินใจเลือกเรียนที่วิทยาลัยครูสวนดุสิต ช่วงวันหยุดว่างๆ เดินผ่านร้านตัดเสื้อบ่อยๆ เลยขอสมัครเข้าไปเรียนตัดเสื้อ แต่ด้วยความใจร้อน อยากเป็นเร็วๆ ก็ขอเรียนแบบข้ามขั้นตอนที่ลงลึกรายละเอียด ขอแบบที่เป็นเร็วๆ ตอนนั้นก็ร้อนวิชา รู้สึกว่าตัวเองใจร้อนชอบทำอะไรเร็วๆ ก็เลยรับตัดกระโปรงให้กับเพื่อนๆ เพราะเย็บง่ายกว่าเสื้อ วัดแค่เอวกับความยาว ใช้เวลาแค่วันเดียวก็เสร็จ……..

คุณพ่อคุณแม่สอนคุณเพ็ญอยู่เสมอว่า “ถ้าอยากรวย ต้องขยันเรียน” เพราะถ้ามีความรู้ ก็เอาตัวรอดได้ ถ้าไม่มีความรู้ ต่อให้มีสมบัติมากมายแค่ไหน ก็ไปไม่รอด เธอจำขึ้นใจกับคำสอนนี้และมุ่งมั่นที่จะเรียนต่อปริญญาตรี ขณะเดียวกันก็อยากจะมีรายได้ เลยไปสมัครเป็นครู

“เป็นคนที่มีความมั่นใจในตัวเองมากค่ะ คิดว่าสมัครงานที่ไหนก็ต้องได้” คุณเพ็ญบอกถึงความมั่นใจที่เป็นนิสัยติดตัวมาตลอดชีวิต แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ สมัครหลายแห่งก็รับเธอทุกแห่ง จนในที่สุดก็ตัดสินใจเลือกไปสอนที่โรงเรียนพณิชยการมักกะสัน ของท่านอาจารย์สุนทร เปรมฤทัย

คุณเพ็ญโหมงานตั้งแต่เริ่ม กลางวันเป็นครูบรรณารักษ์ ดูแลห้องสมุด พอภาคค่ำก็สอนวิชาสังคม กลับบ้านดึกทุกวัน จนกระทั่งที่บ้านส่งข่าวว่าธนาคารกสิกรไทยจะไปเปิดที่กบินทร์บุรี ซึ่งก็เข้าทางเธอพอดี เพราะอยากจะทำงานสายธุรกิจอยู่แล้ว แต่ก็ต้องแลกกับการทิ้งโอกาสเรียนต่อปริญญาตรีซึ่งได้ทุนจากโรงเรียน.

ตำแหน่งเดียวที่ว่างของธนาคารคือพนักงานบัญชี ซึ่งไม่ได้ตรงกับสาขาที่จบมาเลย คนมาสอบเป็นร้อย เธอก็ผ่านข้อเขียนเข้าไปได้ จนมาสอบสัมภาษณ์มีกรรมการอยู่ 8 ท่าน ความมั่นใจเป็นสิ่งเดียวที่มีไปอย่างเต็มเปี่ยม เมื่อถูกถามว่า งานที่ทำไม่ตรงกับที่เรียนมาเลย จะได้หรือ… เธอก็ตอบอย่างมั่นใจไปว่า “ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ที่การเรียนรู้ ถ้าตั้งใจจะทำอะไร ก็ต้องมุ่งมั่นทำให้ได้” คำตอบที่เต็มไปด้วยความมั่นใจนี้ ทำให้เธอได้ผ่านเข้าไปเริ่มงานกับธนาคาร ในตำแหน่งพนักงานบัญชี

ทำงานก็ใจร้อน อยากจะก้าวสู่ตำแหน่งที่ต้องการ อยากเป็นพนักงานบัญชี Authorize ให้ได้เร็วๆ ถึงขนาดจำบัญชีลูกค้าได้ทุกคน พอเดินเข้ามาก็ไปหยิบมารอได้เลย ทำหน้าที่เหมือนเป็นเลขาให้ผู้จัดการ คอยรายงานความเคลื่อนไหวทางการเงิน และยังสามารถบอกได้ว่าบัญชีนี้ควรจะให้ผ่านเช็คหรือไม่ กระแสหมุนเวียนทางการเงินเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมาเองโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ได้ตำแหน่งสมกับที่หวังไว้จริงๆ ได้รับเข็มรวงข้าวประจำตำแหน่ง ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของสายอาชีพนี้

งานธนาคารทำให้คุณเพ็ญสามารถจัดระเบียบทางการเงินได้ดีมาก ได้ทักษะที่เกี่ยวข้องกับธนาคารมาหลากหลาย ได้เรียนรู้โดยมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานใหญ่มาให้การอบรม บางวันดึกดื่นจนคุณแม่ต้องขับรถมาตาม สงสารลูกที่เป็นผู้หญิงคนเดียวในหมู่พนักงานผู้ชาย อยากให้ลาออกไปทำงานอย่างอื่น หลังจากทำงานธนาคารมาทั้งหมด 7 ปี

นอกจากคุณเพ็ญจะเป็นพนักงานธนาคารแล้ว เธอก็ไม่เคยหยุดนิ่ง วันหยุดก็จะเข้ากรุงเทพฯ ไปซื้อสินค้ามาขายหารายได้พิเศษไว้ใช้ ส่วนเงินเดือนเก็บหมดทุกบาท แต่ก็ยังมองไม่เห็นว่าชีวิตนี้จะมีบ้านหลังใหญ่ๆ มีรถยนต์ดีๆ ขับ ได้อย่างไร แต่เธอก็มุ่งมั่นตั้งใจทำงานต่อไป.

ในช่วงนั้นบริษัทเอวอนมาเปิดกิจการขายตรงเครื่องสำอางในประเทศไทย แล้วไปสืบเสาะจนทราบว่าคุณเพ็ญมีความเหมาะสมกับตำแหน่งผู้บริหาร จึงส่งคนไปทาบทาม ครั้งแรกมีความหวั่นใจว่าจะเป็นของจริงหรือเปล่า จนเมื่อเกิดความมั่นใจก็เข้ามาสัมภาษณ์ บริษัทก็รับทันที ให้เป็นผู้จัดการเขต ตอนแรกๆ ก็ลังเลนิดหน่อยเพราะผูกพันกับอาชีพธนาคารมานาน ไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ก็ตัดสินใจเองเลยว่า ถ้าอยากก้าวหน้าก็ต้องเดินหน้า.. “ทุกครั้งที่ถามคนอื่น เขาก็มักจะบอกว่าแล้วแต่เรา เพราะเราเป็นคนลงมือทำ เลยไม่เคยถามใคร ทุกอย่างไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ คิดเอง ตัดสินใจเองทั้งหมด เป็นแบบนี้มาตลอด”… คุณเพ็ญ กล่าวถึงความเป็นสาวมั่นของเธอ

“งานที่ทำยากมาก มีแผนที่ให้ 5 เล่ม ต้องเดินสายดูแลเขตบางซื่อ เตาปูน ออกไปพบกับลูกทีมสาวจำหน่ายตามที่ต่างๆ เหมือนกับได้เรียนการตลาดจากการปฏิบัติงานจริง เหนื่อยมาก แต่ด้วยใจที่มุ่งมั่นจะเป็นนักธุรกิจ จะขึ้นเป็นท้อปเซลส์ให้ได้ แล้วก็ทำได้จริงๆ สร้างทีมได้เต็มตามโควต้าเร็วมากเพราะออกไปพบลูกค้าทุกวัน ทำรายงานด้วยไดอารี่ บริษัทไม่คุมเรา แต่เราต้องดูแลตัวเอง จึงถือว่า ไดอารี่ เป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นมากกับชีวิตประจำวันหากคุณจะเป็นนักธุรกิจ”… การได้ทำงานกับบริษัทขายตรง ทำให้เธอสามารถเพิ่มพูนทักษะในทุกๆ ด้าน ทั้งการขาย การตลาด บุคคลิกภาพ “คงไม่มีใครจะลงทุนกับเราได้มากมายขนาดนี้”

เมื่อมีครอบครัวและเริ่มจะมีทายาท คุณเพ็ญต้องตัดสินใจอีกครั้งกับงานที่ยังไปไม่ถึงฝัน พอดีคู่ชีวิตไปเป็นหุ้นส่วนกับห้างสรรพสินค้าบิ้กเบลในอดีต และยังขาดคนดูแลการตลาด ต้องดูทั้ง 8 แผนก เป็นงานที่ท้าทายมาก เลยอยากทำมาก ขอสมัครเข้าไปทำ เพราะได้เรื่องการเงินมาแล้ว การขายมาแล้ว เหลือเรื่องการตลาดพอดี คิดว่าถ้ามีครบก็คงถึงฝั่งฝันได้ซะที

“เหนื่อยที่สุดในชีวิต” เป็นนิยามของการทำงานการตลาดที่ห้างสรรพสินค้า ไม่มีวันหยุด ยอดขายห้ามตก ต้องทำโปรโมชั่นสนับสนุนกันตลอด การตลาดเป็นเรื่องที่เธอยังไม่ถนัด เลยไปลงเรียนหลักสูตรการตลาดระยะสั้นที่จุฬาฯ พร้อมๆ กับการตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 เพราะคิดว่า ถ้าไม่มีความรู้จะไปดูแลลูกน้องได้อย่างไร และยังต้องหาที่ปรึกษาที่เก่งๆ มาช่วยอีก เพราะ… “เราต้องใช้เงินให้เป็น ใช้เงินเจ้าของให้คุ้มค่าที่สุด”.. แต่ความเหนื่อยยากก็นำมาซึ่งประสบการณ์อันล้ำค่า คุณเพ็ญได้มีโอกาสพบกับบุคคลสำคัญๆ ที่ให้ความเมตตาเอ็นดู ได้เรียนรู้แนวทางการบริหารของแต่ละท่าน พร้อมคำแนะนำดีๆ สามารถนำมาปฏิบัติใช้กับงานและการดำเนินชีวิต

จุดพลิกผันใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อเพลิงไหม้ห้างฯ อย่างไม่คาดฝัน คืนก่อนวันคริสต์มาสมีการเตรียมการยิ่งใหญ่มาก ระดมศิลปินเก่งๆ มาตกแต่งห้างอย่างอลังการ มีระฆังยักษ์ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาส แล้วกลางดึกคืนนั้นก็เกิดเหตุ ทำให้ทุกอย่างสูญสลายไปหมดไม่มีเหลือให้ใครได้เห็นว่าสวยงามขนาดไหน

จากเหตุการณ์นั้นทำให้คุณเพ็ญต้องว่างงานไปโดยปริยาย พอดีกับจังหวะที่คลอดทำให้มีเวลาดูแลลูก แต่ว่างไม่นานก็รู้สึกว่าอยู่เฉยอีกต่อไปไม่ได้ ต้องเริ่มมองหาธุรกิจของตัวเองบ้าง แล้วก็คิดว่าประสบการณ์ที่สะสมมาก็ครบทั้ง การเงิน การขาย และ การตลาด อีกทั้งยังมีไฟที่จะเริ่มงานใหม่ๆ จึงเขียนแผนธุรกิจตั้งแต่ลูกอายุแค่สองเดือน เริ่มจากงานตัดเย็บ ลองออกแบบกระเป๋าแล้วเอาไปขายเพื่อน โดยมีน้องซึ่งอยู่ที่บ้านเรียนตัดเสื้อผ้ามาก็ให้มาเย็บกระเป๋า เริ่มจากขายกันเองไม่กี่ใบ อาศัยที่คุณเพ็ญถนัดเรื่องการขายอยู่แล้ว เมื่อเริ่มลงมือจริงจังค่อยๆ มียอดสั่งเข้ามาเรื่อยๆ จนเป็นหลักร้อยหลักพัน… “ที่เลือกกระเป๋า เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องสต๊อกไซด์ต่างๆ เหมือนเสื้อผ้า เราเคยอยู่ห้างรู้ถึงปัญหาข้อนี้ดี” นี่คือเหตุผลหลักที่คุณเพ็ญตั้งเข็มธุรกิจได้อย่างชัดเจน

คุณเพ็ญคิดเสมอว่า ต้นทุนคือกำไร เริ่มด้วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นด้วยการปรับปรุงที่อยู่อาศัยให้เป็นโรงงานจะได้ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า การผลิตตามคำสั่งลูกค้าก็ยังไม่ทำให้ต้องใช้เงินทุนมาจม ไม่มีคำสั่งก็ไม่มีการผลิต การคำนวณที่ถูกต้องก็ไม่ทำให้เกิดความเสี่ยง เริ่มขายจากคนรู้จักก่อน แล้วก็ค่อยๆ ขยายฐานลูกค้าออกไปเรื่อยๆ จากคุณภาพและความซื่อสัตย์ในการทำธุรกิจ

“ต้องใส่ใจเข้าไปกับผลผลิต ถึงแม้บางครั้งได้ตกลงรูปแบบที่ลูกค้าพอใจไปแล้ว แต่ถ้าเรายังทำได้ดีกว่านั้น แม้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นเราก็ยินดี แม้กำไรอาจจะลดลงบ้าง แต่นั่นคือความจริงใจที่เรามอบให้ เราเติบโตขึ้นมาได้ก็เพราะมุ่งมั่นสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เราใส่ใจกับลูกค้าทุกรายเสมอ” คุณเพ็ญเผยเคล็ดลับที่ทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นมาได้ จนมีลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก

พอทำธุรกิจไปได้พักใหญ่ อีกสิ่งที่ค้างคาใจก็คือความรู้ในข้อกฏหมายต่างๆ คุณเพ็ญจึงตัดสินใจไปเรียนนิติศาสตร์ ครั้งแรกก็รู้สึกหวั่นๆ ใจเพราะมาเริ่มเรียนอีกครั้งเมื่ออายุสี่สิบกว่าๆ เมื่อศึกษาดูก็คิดว่า เรียน มสธ.น่าจะเหมาะที่สุด พอเริ่มเรียนไปแล้วกลับยากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก แต่เมื่อตัดสินใจแล้วก็ไม่ยอมแพ้ จะทำอะไรก็ต้องทำให้สำเร็จ ในที่สุดก็เรียนจนจบ ไม่ต้องจ้างทนายในการเขียนหรืออ่านสัญญาอีกต่อไป

เมื่อชีวิตเข้าสู่เป้าหมาย สิ่งที่ต้องการทำต่อไปก็คือ การแสวงหาความสุขในชีวิต ด้วยการเดินทางท่องเที่ยว, การคืนกำไรสังคม ซึ่งเธอก็ทำอย่างมากมายและหลากหลายอยู่เป็นประจำ รวมถึงการดูแลรักษาสุขภาพตัวเอง ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย เล่นกีฬา โดยเฉพาะกับการเล่นกอล์ฟ ซึ่งคู่ชีวิตของคุณเพ็ญเป็นนักกอล์ฟมือซิงเกิ้ล เล่นกอล์ฟมายาวนาน แต่ก่อนหน้านี้เธอก็ไม่เคยสนใจ จนลูกค้าเริ่มชวนเล่นมากขึ้นๆ จึงตัดสินใจไปเรียนและเริ่มออกรอบ ถึงได้รู้ว่า กอล์ฟมีดีและสนุกกว่าที่คิด ได้ทั้งสุขภาพและสังคม รู้สึกสบายใจมีความสุขทุกครั้งที่เล่น แถมบางครั้งงานยากๆ ก็ยังไปสรุปกันในสนามกอล์ฟได้อีก ทำให้กอล์ฟขึ้นตำแหน่งกีฬายอดฮิตสุดโปรดของคุณเพ็ญทันทีตั้งแต่เมื่อเริ่มเล่น

“คนเราจะดำเนินชีวิตอยู่ได้ ต้องมีธรรมอยู่ในใจ ตั้งปณิธานไว้เลยว่า ต้องซื่อสัตย์ทั้งกับผู้อื่นและตัวเอง รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ เป็นแม่แบบที่ดีให้กับลูก กับครอบครัว… สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดก็คือ สามารถนำสิ่งที่เราเคยได้รับมาจากการอบรมสั่งสอนของคุณพ่อคุณแม่จนชีวิตเราดำเนินมาถึงทุกวันนี้ แล้วมาถ่ายทอดให้กับลูกๆ ได้อีกครั้ง และหวังจะเห็นพวกเขาประสบความสำเร็จในชีวิตสมกับที่ตั้งใจไว้”

ผลงานล่าสุดของ “ทองกวาว กรุ๊ป” ที่กำลังจะสร้างออกสู่สายตาเร็วๆ นี้ คือการนำผ้าไทยมาผลิตเป็นกระเป๋าคุณภาพสูง จากการที่คุณเพ็ญได้ไปเล่นกอล์ฟกับชมรมกอล์ฟไทม์ แล้วได้พบกับ “คุณแจ๋ว” สุชาภา ผลชีวิน ซึ่งมีความรักและผูกพันกับผ้าไทยเป็นอย่างยิ่ง

“เราอยากจะสร้างกระเป๋าผ้าไทยให้เป็นที่รู้จักในหมู่คนไทยด้วยกัน ก่อนที่จะก้าวไปสู่ตลาดระดับสากลในอนาคตภายใต้ชื่อ “พระนาง” ในอีกไม่นานนี้ด้วยค่ะ”

738wwwoman2