ค.ร.ม.มาแล้ว

สายของนักการเมืองที่ใจจดจ่ออยู่กับ ค.ร.ม.หรือ คณะรัฐมนตรีของประเทศที่เป็นกลุ่มประชาธิปไตยต้องมี เอาล่ะ…! เมื่อกระบวนการต่างๆที่ผ่านมาตั้งแต่สมัครลงเลือกตั้งหาเสียง ชูประเด็นที่ตนเองมีหรือจะเรียกว่า “พ่นน้ำลาย”กันก่อนการเลือกตั้งก็คงไม่ผิดนัก สรุปสุดท้ายเราก็มีผู้ที่ถูกสรรหากันมาจะด้วยวีใดก็ตามเข้าสู่คำว่า “คณะรัฐมนตรี”ที่ต้องรับไม้จาก “ค.ส.ช.”ทีนี้ลองมามองดูว่าเมื่อราว 6 ปีก่อนหน้ามันมีอะไรที่ลำบากยากเข็ญกันขึ้นมาบ้าง ก็อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ “ค.ส.ช.”เขามาแบบไม่ถูกอกถูกใจคุณนายท่านผู้ว่าคือทำการยึดอำนาจมาจากนักการเมืองที่นับวันจะยุยงให้ประชาชน “รบราฆ่าฟันกัน” ผมเองอยู่ในเหตุการณ์บ้าบอแบบนั้นมาเต็มเวลาทั้งเหลืองทั้งแดงช่วงเวลาที่จะเรียกได้ว่า “บ้าไปแล้ว”คนไทย ไม่ต้องไปรบกับใครเขาหรอก “ล่อกันเอง” เผาบ้านเผาเมืองหรือแม้แต่จะเข้าไปยึดสถานพยาบาลที่ไม่มีใครเขาทำกันหรือมุมตึกที่ผมเช่าอยู่ ณ ปัจจุบันยังมีรอยจากกระสุนปืนอยู่เลย

เอาละนั่นคือเมื่อราวเกือบ 10 ปีก่อน ทีนี้เรามาดูในเวลาปัจจุบันเรามีแล้ว “คณะรัฐมนตรี” นายกรัฐมนตรี มีทุกอย่างที่อยากได้ขาดแต่การเข้าเฝ้าเพื่อรับการโปรดเกล้าฯจากรัชกาลที่ 10 เท่านั้นเอง…บอกตรงๆนะเมื่อจบกระบวนการแล้วคนกลุ่มนี้จะทำอะไรที่เกิดประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองกันสักขนาดไหน ก็นี่ยังไม่เริ่มจะทำงานพี่แกเริ่มการตีร่วนเพื่อผลประโยชน์ของพรรคของคณะมันมาก่อนประเทศชาติจริงๆใครที่เคยทำงานมาก่อนหน้าเป็นนักการเมืองมาหลายยุคหลายสมัย ร่ำรวยมีกินมีใช้ไปอีกเจ็ดชาติก็ไม่หมดควรถอยออกไปได้แล้วแต่ถ้ายัง “ไม่พอ”ก็เอาตามสบาย…หรือหากมีความสำนึกใน ชาติ สาสน์ กษัตริย์ จงได้ทำตัวให้เกิดประโยชน์กันได้แล้ว

จากที่ได้เห็นคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็พอจะมองเห็นได้ว่าบ้านเมืองเรายังมีเคราะห์กรรมกันอยู่พอสมควร เรื่องนี้คงเป็นผลสืบเนื่องจากมนุษย์นักการเมืองหน้าเก่าที่เคยบรรจงชงเรื่องให้ผู้คนทะเลาะกันทั้งประเทศยังอยู่หลายราย คงเหลือแต่ประชาชนคนอย่างเรานี่แหละอย่าได้หลงตกเป็นเหยื่อทางการเมืองเขาเข้าไป เพราะคนเหล่านี้เห็นงานของชาติของผู้คน 70 ล้านเป็นของเล่น “เพราะพวกเขาเข้ามาเล่นการเมือง” แต่เงินทองที่ประชาชนต้องกินต้องใช้มันเป็น “ของจริง” อาการชักหน้าไม่ถึงหลังเหมือนเป็นเงาอีกเงาที่คอยติดจามผู้คนไปเรื่อย นี่แหละ “มนุษย์สองเงา”ตัวจริงใครที่เข้าใจศาสตร์ของ “พระราชา”ได้ถ่องแท้ก่อนก็ถือว่า “บุญคุ้มหัว” ไม่ต้องกลัวอดตาย เพราะแค่ศาสตร์นี้คนไทยหากยังมีลมหายใจรับรองไม่อดตาย แล้วแบบนี้ยังคงมีนักการเมืองคนไหนหรือพรรคไหนบ้างกล้าชูประเด็นของ “ศาสตร์ของพระราชา”เป็นหัวหอกในการหาเสียง ผมว่าไม่มีเลย…! คงจะเป็นเพราะความรู้และความเข้าใจของนักการเมืองคงทราบกันดีว่า “หากประชาชนลืมตาอ้าปากได้พวกเขาจะหมดความสำคัญลง” หรืออีกอย่างคือมนุษย์นักการเมืองไม่สนใจ “ศาสตร์ของพระราชากันเลย”

เรื่องเช่นนี้ประชาชนอย่างเราๆทำได้เพียงมองดูเขาทำงานกันไปเลือกเข้าไปแล้วจะอยู่ไปก็ขอให้เห็นแก่คนไทยตาดำๆ กันบ้าง จะกินจะอยู่กันก็อย่าให้มันกำลังของประชาชนการตามน้ำตามท่าก็ว่ามาเรารับได้ หากมากันทั้งระบบก็คงรับไม่ได้ ขอร้องอย่ามาทำงานการเมืองเพื่อร่ำรวยเลยขอที

ครูไก่