ว่าด้วย ภาพยนตร์ ชีวิตโปรเม (อีกครั้ง)

เมื่อสองสามเดือนก่อน ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ผมได้เขียนถึง กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Thai media fund อันเป็นหน่วยงานของรัฐ อนุมัติงบประมาณสองร้อยกว่าล้านบาท เงินกองทุนนี้ เจียดมาจาก เงินภาษีบาป เหล้าเบียร์ เหมือนกับ กองทุนพัฒนากีฬาชาติแห แต่มาสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมในรูปแบบต่างๆ

ทุกปีก็จะมีการเชิญชวนให้ ผู้ผลิตสื่อ,ผู้ทำโครงการ,ผู้ทำกิจกรรม ที่นำเสนอโปรเจกต์ที่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการฯ (มีคุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตผู้มีอาชีพสื่อหนังสือพิมพ์ -โทรทัศน์ มาครึ่งค่อนชีวิต ผจก.กองทุนเป็นประธาน)

แจกแจงกันไป แต่ที่เป็นข่าวในวงการข่าวกีฬาก็ คือ

หนึ่งในโปรเจกต์ที่ผ่านการอนุมัติ(ครั้งแรก) เป็นของ บริษัทสร้างภาพยนตร์บริษัทหนึ่ง นำเสนอ ภาพยนตร์ วิถีชีวิตของ โปรเม เอรียา จุฑานุกาล

ขอมา 20 ล้านบาท ได้รับการพิจารณา 16 ล้านบาท

ผมเขียนถึง เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆวิพากษ์ คือ วิถีชีวิตของโปรเม ในฐานะนักกอล์ฟที่มีชื่อเสียงระดับโลก ความสำเร็จที่ผ่านมา การแข่งขันในLPGA ทุกสัปดาห์ ก็มีอยู่ในสื่อทุกสื่อ ข้อมูลต่างๆของเธอก็เพียบในโซเชียล เน็ตเวิร์ก ที่ยุคนี้ กดคลิกทีเดียวก็มาสู่หน้าจอมากมาย

จะทำภาพยนตร์เรื่องของเธอทำไมซ้ำๆ

ยิ่งทำเป็นภาพยนตร์กีฬากอล์ฟ ตีวงแคบหนักเข้าไปอีก จะมีใครดู

บริษัทสร้างภาพยนต์ เจ้าเดียวได้งบ 16 ล้านบาท ถือว่ามากที่สุด แต่ไม่น่าคุ้มในเป้าหมาย สู้กระจายให้กับ ผู้ผลิตสื่อสร้างสรรค์ ที่เข้ากติกาอื่นๆอีกหลายเจ้า ไม่ดีกว่าหรือ

เรื่องนี้ก็นับว่าเป็น เรื่องเป็นราวพอสมควร ก็คือ

ปลายเดือนก่อน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ เรียกผู้เสนอโปรเจกต์นี้ไปรับการพิจารณาอีกครั้ง ปรากฏว่า ไม่ผ่าน

ไม่ให้แล้ว 16 ล้านบาท ประเด็นหนึ่งก็คือ สื่อออกมาวิพากษ์กันเยอะ เกิดกระแส

อีกประเด็น(น่าจะเป็นกรณีหลัก) คือ ผิดกฎที่กำหนดโดยฝ่ายกฏหมายของหน่วยงานภาครัฐ

ภาพยนตร์เรื่องนี้ เปิดกล้องไปแล้ว ตั้งแต่ปลายปีก่อน ดำเนินการไปแล้ว จึงมาขอทุน ซึ่งผิดกติกาของกองทุน

และยังมีข้อขัดข้อง ในเรื่องของลิขสิทธิ์

คือกฎที่ตั้งไว้นั้น กองทุนฯต้องมีลิขสิทธิ์กว่า50เปอร์เซ็นต์ ของเนื้องานที่ผลิต เพื่อที่จะนำไปประชาสัมพันธ์สู่สาธารณะในปีถัดไป อันเป็นไปไม่ได้ใน โปรเจกต์นี้ เพราะ ผู้ขอทุน เป็นบริษัทเอกชน ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย เมื่อถ่ายทำเสร็จ ต้องนำภาพยนตร์ฉายในโรงภาพยนต์ ขายตั๋วเข้าชม

หากเป็นกติกาดังกล่าว ก็เท่ากับว่า กองทุนฯเอาเงิน16ล้านบาท ไปร่วม “ลงขัน”สร้างภาพยนตร์กับบริษัทเอกชน แล้วได้ลิขสิทธิ์ แบ่งผลประโยชน์ต่างๆจกาภาพยนตร์เรื่องนี้ 50 เปอร์เซ็นต์

มันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งแน่ๆ

เรื่องเงินกองทุน หน่วยงานรัฐบาล บริหารผิดผิดพลาด ไม่ตรงกับกฎหมายนิดเดียว ก็คณะกรรมการพาเข้าคุกได้

ดังนั้น คณะกรรมการฯ จึงต้องเป๊ะๆ ยึดในหลักการกติกา ข้อกำหนดทางกฎหมายไว้ก่อน หากหลุดไปจากนั้น ก็ให้ไม่ได้

ดังนั้น พิจารณาเบื้องต้น 16 ล้านบาท ทำภาพยนตร์ชีวิตโปรเม จึงไม่ผ่านการอนุมัติครั้งสุดท้าย เรื่องก็ตกไป

นั่นคือมุมของหน่วยงานภาครัฐ

บังเอิญว่า เจ้าของโปรเจกต์ ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นคนที่คุ้นเคยกัน ในวิถีสื่อหนังสือพิมพ์ รู้จักกันมานานกว่ายี่สิบปี เขาไม่ค่อยสบายใจ ทั้งการยกเลิกของหน่วยงานราชการ และการต้องชี้แจงต่อ ครอบครัวโปรเม เอรียา จุฑานุกาล, ผู้ดูแลลิขสิทธิ์ และสปอนเซอร์อื่นๆ ถึงข้อเท็จจริง

โดยเฉพาะกับ โปรเม ที่เซนซิทีฟพอสมควรว่า.. หรือสื่อโจมตี หน่วยงานราชการจึงปฏิเสธ

ซึ่งไม่ใช่เลย ทุกอย่างดำเนินต่อไปตามแผนทุกประการ ตามกำหนด เพียงแต่ ผู้สร้าง ไม่ได้เงินสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ Thai media fund จะต้องควักทุน ควักเนื้อเองเท่านั้นเอง

คำชี้แจงที่ผมฟังในมุม ”อีกมุมหนี่ง” ของผู้สร้างภาพยนตร์ ก็น่าฟังครับของเขา

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่ documentary film สารคดี อัตตชีวิตประวัติของ โปรเม เอรียา จุฑานุกาล หากเป็นภาพยนตร์ประเภท base on true story

เป็นภาพยนตร์ ที่แสดงโดยดารานักแสดง มีการเขียนสคริปต์ เพิ่มสีสัน ตามไอเดียผู้เขียนบทและผู้สร้าง เป็นภาพยนต์ไทยเรื่องหนึ่ง ที่ฉีกแนวจากเดิมๆ

มาจากแนวคิดของผู้สร้าง ที่บอกว่า เขาเบื่อที่สร้างแต่หนังตลกหนังผี มีกระเทยเข้าฉากซ้ำซาก

โดยมองว่า ไทยเรามี บุคคลนักกีฬาระดับ “ดีที่สุด เก่งที่สุดในโลก”อยู่แล้ว ก็เอามาสร้างเป็นหนังไทย เป็นเรื่องของนักกีฬากอล์ฟคนหนึ่ง กับ ความมุ่งมั่นของครอบครัว พ่อแม่ สร้างเส้นทางให้กับลูก ต้องฟันฝ่าสารพัด เพื่อไปจุดแห่งฝัน

เป็นหนังชีวิต ไม่ใช่เน้นถึง ยอดนักกีฬากอล์ฟ

หากให้แง่คิดแรงบันดาลใจ ทั้ง ความเป็นไทยในทุกด้าน ความสำคัญแห่งครอบครัว และชีวิตที่อยู่บนความสำเร็จ ก็ยังต้องดำเนินต่อไป

พอขึ้นรูปมาเป็น story board ร่างสคริปต์ ติดต่อขออนุญาตผู้ปกครองโปรเม ขออนุญาต IMG บริษัทผู้ดูแลผลประโยชน์โปรเม โปรโม ปรึกษา SCG สปอนเซอร์หลักของโปรเม ก็ได้รับ “ไฟเขียว”ทุกฝ่ายเห็นดีด้วย

ด้วยเป็นภาพยนตร์ ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเยาวชน เป็นผลบวกต่อสังคม ทุกฝ่าย win win

ผู้สร้างก็เคาะ โอเค..ทั้งรู้ว่า ทำไปก็ขาดทุนแน่ เพราะ ไม่ใช่หนังตลาด

การทำภาพยนตร์สักเรื่อง อย่างธรรมดาๆต้องมี งบประมาณ 60-80 ล้านบาท

จึงให้โจทย์ ผู้นำเสนอ ว่า ต้องไปหา สปอนเซอร์บริษัทที่เกี่ยวข้องกับโปรเมต่างๆ มาร่วมทำภาพยนตร์เรื่องนี้ (ดังที่เห็นในการแถลงข่าวเมื่อสองสามเดือนก่อน คือ มีโลโก้สปอนเซอร์เป็นแนวยาวเพียบ ได้ทุนส่วนนี้มาประมาณ30ล้านบาท)

ในส่วนการของบประมาณ กองทุนพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ฯ นั้น มาทีหลังการเปิดกล้อง การประกาศรับพิจารณามาทีหลัง ไม่กี่เดือน แต่เห็นว่า เข้าในหลักเกณฑ์ จึงนำเสนอไปตามข้อกำหนดที่ เป็นการสร้างภาพยนตร์ที่ เน้นถึงความดีงามแบบจารีตของไทย ความเก่ง อุตสาหะของนักกีฬากอล์ฟคนไทยที่เป็นที่หนึ่งของโลก

สร้างแรงบันดาลใจในเรื่องกีฬาและความสำคัญของสถาบันครอบครัว อันตรงกับเป้าประสงค์

ขอไป 20 ล้านบาท ได้รับการพิจารณา 16 ล้านบาท เป็นเพียงส่วนเดียวของการลงทุนสร้างภาพยนตร์

ต่อมา ในการพรีเซนส์ครั้งที่ 2 ถ้าอยู่ในกติกา กองทุนฯ ต้องได้ลิขสิทธิ์กว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะ สปอนเซอร์อื่นจะว่าอย่างไร

กระนั้นก็ตาม ในข้อบังคับหลายข้อที่เปิดช่องในวงเล็บ..และหรือ ให้เป็นไปตามข้อตกลงภายหลังได้ หากเป็นผลประโยชน์โดยรวมที่เข้าเป้าหมายแล้วคุ้มค่า

เพื่อให้ผลงานกระจายสู่ สาธารณะตามเป้าหมายและคุ้มค่า ผู้สร้างภาพยนตร์ จะมอบตั๋วภาพยนตร์เรื่องนี้ให้กับกองทุนฯ จำนวนสองแสนใบ มูลค่ากว่าสี่สิบล้านบาท

เพื่อหน่วยงานรัฐ จะนำไปแจกจ่ายให้กับเยาวชน ครอบครัวลูกเล่นกีฬา ชมฟรี ในโรงภาพยนตร์ในเครือทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อภาพยนตร์ออกจากโปรแกรมแล้ว ไม่เกินสามเดือน ก็สามารถออกอากาศทางโทรทัศน์ชมได้ฟรี เลยจากนั้น หน่วยงานราชการก็สามารถใช้สิทธิ์นำภาพยนตร์ไปเผยแพร่สู่สารธารณะอันเป็นส่วนหนึ่งของลิขสิทธิ์ได้

ผลงานนี้ อันน่าจะเข้าสู่สายตาประชาชนได้มากที่สุด กับความหมายของ ผลงานสื่อสร้างสรรค์ ที่มีคุณภาพ “ลงทุน”ไปกับเนื้องานจริงๆ

ก็เป็นอีกมุมมองหนึ่ง ที่น่าคิดนะครับ

เพราะขอเสนอนี้ 16 ล้านบาท แลกกับมูลค่าภาพยนตร์กว่าห้าสิบล้านบาท เข้าเป้าสู่สายตาสาธารณะมากที่สุดแน่นอน..ไม่ผ่านฝ่ายกฎหมาย

กับอีกมุมองที่เป็นความจริงก็คือ หน่วยงานภาครัฐ ยึดตามข้อระเบียบเป๊ะๆ เพื่อให้ รอดจากความผิดพลาดทางข้อกฎหมาย แต่ไม่ได้ติดตาม”ลงลึก”ถึง “เนื้องาน” กับโปรเจกต์ต่างๆ ที่ได้ทุนไปผลิตสื่อ

เนื้องาน กับ โปรเจกต์ในกระดาษ..คนละเรื่อง

ขอทุนได้ไปตามเอกสาร ตามข้อกำหนด แต่พอทำจริง กลับทำงานคุณภาพสั่ว ต่ำกว่าทุน

มีทั้งอ้างว่า ขอ งบเต็ม แต่ถูกตัดงบไปกว่าครึ่งค่อน งานจะดีได้อย่างไร? และอีกกี่เจ้า ที่รับงานไปผลิต เพื่อมีเงินเหลือ เป็นกำไร

ผลงานสื่อชิ้นนั้น กองทุนฯอยากได้ ก็เอาไปตามกฎลิขสิทธิ์..แต่มีคุณภาพไหม?

บางราย ทำไม่เสร็จด้วยซ้ำไป ไม่มีผลงาน หายไปเฉยๆ ก็แค่ ใส่”บัญชีดำ”ไว้ ไม่ได้เป็นเรื่องโกงกินฉอ้ฉล..เพราะ “เจ้าทุกข์”ไม่มี

ปีหน้า คนหน้าเดิม มาในชื่อบริษัทใหม่ ขอทุนสื่อสร้างสรรค์ฯอีก

ที่สุด ก็จะเป็น “วัฏจักร ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

กองทุนฯลงเงินไปปีละสองร้อยกว่าล้านบาท แต่ผลที่ได้กลับมาเห็นผล ได้น้ำได้เนื้อ กลับคืนสู่สายตาสาธารณะประชาชนมากน้อยแค่ไหน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ก็ทำต่อเนื่องมาตลอด เหลืออีกเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ก็เสร็จสมบูรณ์ เป้าหมายออกฉาย ในวันแม่ 12 สิงหาคม ศกนี้ ในโรงภาพยนตร์เครือ เมเจอร์

ถ้าเป็นภาพยนตร์ไทยที่ดี สามารถทำได้ตามจุดประสงค์ สร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก สอนผู้ใหญ่ สถาบันครอบครัวสำคัญเหนือสิ่งอื่นได้ ครอบครัวโปรเม เอรียา จุฑานุกาล , สปอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องมีความสุข

ผู้ชมมีน้ำตาหลากอารมณ์หลังดูจบ

หรือภาพยนตร์เรื่องนี้ สามารถขายไปในตลาดต่างประเทศ..ก็จะเล่าเรื่อง “วิถีแห่งความเป็นไทย” อันยอดเยี่ยมจากเรื่องจริงของเด็กไทยคนหนึ่ง เอาแค่กระจายไปทั่วเอเชีย ไม่ต้องทั่วโลก ก็สุดคุ้มเกินเป้า

ถือว่าเป็นความสำเร็จของชิ้นงาน

สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดก็คือ กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่ไม่ได้มีส่วนในการผลิต “สื่อสร้างสรรค์”ชิ้นนี้

ทั้งที่ คืองานที่มีเป้าหมาย ใช้เงินกองทุนอย่างมีศักยภาพ ตั๋วสองแสนใบ มูลค่าห้าสิบล้านบาท ที่ส่งไปให้เด็กเยาวชน พ่อแม่ ดูฟรี อีกไม่นานก็ ดูฟรีทั้งประเทศ จากจอโทรทัศน์ฟรีทีวี

เอาไว้ดูหนัง กลางเดือนสิงหาคมนี้ก่อน

ว่า “ใครจะได้หน้า ใครจะเสียหน้า”

ยอดทอง