สุรศักดิ์ ชัยอรรถ

สุรศักดิ์ ชัยอรรถ
บริษัท เพรสมีเดีย จำกัด
นักแสดงอิสระ / ครูสอนการแสดง
“ไม่หยุดฝัน ไม่หยุดคิด ชีวิตต้องประสบความสำเร็จ”

ครอบครัวแม่ค้า : ผมเติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างจะล่างๆ ไม่ถึงกลางด้วยซ้ำ ที่จังหวัดตราด มีความเป็นอยู่แบบบ้านๆ อยู่กันแบบเรียบง่าย คุณพ่อขายน้ำแข็ง คุณแม่ทำอาหารขาย ทำแกงเป็นหม้อๆ แล้วเข็นไปขายในตลาด มีประมาณสิบกว่าอย่าง ด้วยความเป็นเด็กก็อยากจะเล่น แต่แม่ก็ไม่มีใครช่วย ผมห่างจากพี่สาวสองปี ตอนนั้นน้องคนเล็กยังไม่เกิด ไม่อยากทำงาน แต่ก็ต้องทำเพราะโดนบังคับ โดนตีเป็นประจำ โดนปลุกตั้งแต่ตีสี่ เตรียมเครื่องปรุง ตำน้ำพริก ปอกพริก ปอกกระเทียม ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาหาร ตั้งแต่อายุ 5 – 6 ขวบ ถูกบังคับจนทำได้ดี ทำอาหารตั้งแต่เล็กจนโต หยุดทำเมื่อต้องไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ ทุกอย่างค่อยๆ ซึมซับเข้าไปในชีวิต อาหารไทยเดิมๆ ทุกอย่าง ทำเป็นหมด

สนใจศิลปะ : ผมชอบวาดรูปมาก โชคดีที่คุณพ่อสนับสนุน ทำทุกอย่างที่เราชอบ ผมไปขอโปสเตอร์จากโรงหนัง ซึ่งขอยากมาก กว่าจะได้แต่ละแผ่น ต้องอ้อนวอน ต้องทำงานแลก เพื่อเอามาเป็นแบบ พ่อจะขึงเฟรม ทาสีพื้นขาวให้ ผมก็วาดตามแบบ สวยมั่งไม่สวยมั่ง วันไหนฉายหนังเรื่องอะไร เราก็วาดเรื่องนั้นด้วย ติดเป็นคัทเอ้าท์ขนาดไม้อัดไว้ที่หน้าบ้าน เรื่องใหม่มาก็เลาะออกแล้วทำใหม่ แต่ไม่เคยผลงานเก็บไว้ สมัยนั้นไอดอลก็คือ อาเปี๊ยก โปสเตอร์ ที่ยอมรับกันว่าเป็นสุดยอดของศิลปินแขนงนี้

วาดโปสเตอร์หนัง : พอคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ ก็อยากลองฝีมือบ้าง ที่ตราดมีโรงหนังแห่งเดียว ชื่อ ดารา ก็ไปรู้จักกับช่างวาด ไปช่วยล้างแปรง เป็นลูกมือ มีอยู่วันช่วงพักเที่ยง ช่างตีสเกลไว้แล้ว แต่ยังไม่ได้ทำอะไร ผมเห็นก็ตัดสินใจวาดลงเส้นรูปหน้าคุณเพชรา เชาวราษฎร์ สักพักช่างใหญ่ก็มาเห็น คิดว่าช่างอีกคนร่างไว้แล้วไปกินข้าว ก็ถามหากับผม แต่ผมบอกว่ายังไม่เจอใคร เขาก็ถามอีกแล้วใครเขียน ผมก็ตอบด้วยความลุ้น ว่าเขียนเอง เขาก็ประหลาดใจ เพราะไม่รู้ว่าผมซ้อมมือมานานแล้ว ก็ชวนให้มาช่วยงาน

อยากเรียนเพาะช่าง : ผมฝึกฝีมือจนคะแนนวาดเขียนทำได้ดี ครูที่เคยจบวิทยาลัยเพาะช่างมา ก็แนะนำให้ไปเรียน ซึ่งผมเองก็อยากไปอยู่แล้ว ส่วนอาจารย์ที่สอนสายสามัญ วิทย์ คณิต ก็อยากให้เรียนต่อ ม.ศ. 4 เพราะเป็นห่วงว่าจบมาจะหางานได้ยาก แล้วคะแนนผมก็ทำไว้ค่อนข้างดี แต่ก็ตัดสินใจแล้วว่าจะมุ่งมั่นเรียน เพาะช่าง

ตัวประกอบอดทน : พอสอบเข้าเพาะช่าง ก็มีความคิดต่อว่า ทำยังไงถึงจะได้เล่นหนังบ้าง จนได้รู้จักกับเพื่อนที่ศิลปากรชวนไปเป็นตัวประกอบ เรื่อง คู่รัก พระเอกนางเอก คือคุณไพโรจน์ สังวริบุตร กับคุณเนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ สมัยนั้นกำลังเป็นวัยรุ่น ชอบคุณเนาวรัตน์ มากๆ ขอให้ได้ไปเจอตัวจริง ได้ไปเล่นหนัง ก็ดีใจแล้ว รับบทขี่จักรยานกันทั้งวัน ตั้งแต่ 7 โมงเช้ายัน ตี 1 ได้ค่าตัวมา 80 บาท เวลาเขาเรียกบทเพื่อนพระเอก ผมจะวิ่งไปถึงตัวพระเอกก่อนเลย เพราะคิดว่าเดี๋ยวกล้องจะได้เห็นเราบ้าง เป็นการทำไปโดยสัญชาตญาณ มีเรื่องเล่าที่ขำกันจนถึงทุกวันนี้ เป็นซีนวันเกิดคุณเนาวรัตน์ แล้วกลุ่มพระเอกจะมาแอบดู พอเขาเรียกเพื่อนพระเอก 3 คน ผมก็วิ่งไปติดพี่เอ๋เลย พอหนังเข้าฉาย ผมไปบอกเพื่อนๆ ว่าให้ไปดูกัน เพราะฉากนี้อยู่ติดกับพระเอก ได้เห็นเราชัดๆ แน่นอน แต่ภาพที่ออกมากลายเป็นว่า คุณเนาวรัตน์ นั่งอยู่ด้านหน้าแล้วเท้าก็บังพอดี เพื่อนๆ ขำกันใหญ่ ล้อกันอีกนานว่าชวนไปดูเท้านางเอก ตอนถ่ายไม่รู้ว่าภาพจะออกมาแบบไหน เพราะเมื่อก่อนยังไม่มีมอนิเตอร์ให้ตรวจสอบ

ทำงานหนังสือ : เรียนจบได้งานเป็นอาร์ทเวิร์คทำหนังสือ จนกระทั่งหนังสือมีปัญหาจะปิด เถ้าแก่เจ้าของโรงพิมพ์บางกอกสาส์น มาถามผมว่าทำได้หรือไม่ ผมบอกว่าทำได้ แต่ไม่ใช่แบบเดิมนะ ขอเปลี่ยนเป็นเรื่องใกล้ตัว เป็นแนววัยรุ่น ซึ่งสมัยนั้นหนังสือแนวนี้ยังไม่มี จนเกิดไอเดีย ไปชวนเพื่อนๆ มาสุมหัวรวมตัวกัน หนังสือ “เรา” จึงได้เปิดตัว โดยเถ้าแก่บอกว่า ให้โอกาสลองทำ 3 เล่ม ก่อนหน้านั้นผมยังทำหนังสือชื่อ ดีไซน์ ขายลิขสิทธิ์ให้โรงพิมพ์ เล่มแรกขายได้ เล่ม 2 ก็ขายได้อีก เขาก็เลยคิดว่า หนังสือแฟชั่นน่าจะทำได้ แล้วในช่วงหนังสือเล่มก่อนจะปิดตัว ผมต้องเขียนเรื่องแทนนักเขียน ทำสารพัดหน้าที่ สมัยเรียนก็เคยทำหนังสือการ์ตูนขาย เรื่องการจัดรูปเล่มไม่กลัวอยู่แล้ว

แจ้งเกิด “เรา” : ได้กระแสตอบรับดีมาก ดีเกินคาด จนทำให้ในตลาดมีหนังสือแนวใกล้เคียงกันเปิดตัวตามมาอีกหลายเล่ม ภาพของความสำเร็จยังติดอยู่จนถึงตอนนี้ มีแฟนคลับมาหาเราเป็นร้อย จัดทริปไปเที่ยวด้วยกัน มีความผูกพันระหว่างคนอ่านกับคนทำหนังสือ ซึ่งอายุรุ่นราวใกล้ๆ กัน ความประทับใจอีกเรื่องก็คือ เรามีแมวมองชักชวนหนุ่มสาวหน้าตาดีให้มาถ่ายแบบ สมัยนั้นส่วนใหญ่ไปเจอตัวกันแถวสยาม หลังจากขึ้นปกหนังสือ “เรา” เป็นฉบับแรก ต่อมาหลายคนก็กลายเป็นดารานักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดัง

เปิดโรงพิมพ์ : ผมสะสมประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องธุรกิจการพิมพ์ รู้เรื่องเครื่องพิมพ์ ระบบการพิมพ์ ได้คลุกคลีตั้งแต่เรียนจบ เถ้าแก่ก็สอนมาเยอะมาก เราก็แอบจำ แอบถาม เวลาทำไม่ดีก็โดนด่า แต่เราก็ไม่โกรธ เพราะเราก็ผิดจริง และความใฝ่ฝันอย่างหนึ่งคือ การได้เป็นเจ้าของโรงพิมพ์ จนต่อมาตัดสินใจซื้อเครื่องพิมพ์ เปิดเป็นโรงพิมพ์เล็กๆ ยุคนั้นสิ่งตีพิมพ์มีความสำคัญมาก โซเชี่ยลต่างๆ ยังไม่เกิดเลย

ความฝันไม่เคยจางหาย : ความฝันในอาชีพนักแสดงของผมยังไม่เคยหายไปไหน พยายามหาช่องทางที่จะเข้าไปในวงการฯ ด้วยหนทางอื่นๆ นอกจากการไปเป็นตัวประกอบ จนกระทั่งมีโอกาสได้ไปคัดเลือกเพื่อถ่ายทำโฆษณา เขาต้องการคนที่มีบุคลิกคุณพ่อที่ได้ทำงานใหม่ๆ มีครอบครัว มีลูกเล็กๆ สมัยนั้นคนไปสมัครคัดตัวยังน้อย ผ่านไปสองวันประกาศว่าเราได้รับคัดเลือก ดีใจมากๆ ได้ค่าตัวห้าพันบาท สมัยเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว

ทำหนังสือแทบไม่มีเงินเหลือ : เงินที่ได้ค่าตัวจากถ่ายงานโฆษณามา ใช้จ่ายเงินเดือนลูกน้อง ใช้เป็นค่าใช้จ่ายของหนังสือ บางเดือนต้องเบิกเถ้าแก่ก่อน แต่งานถ่ายโฆษณาก็เริ่มมีเข้ามาเรื่อยๆ เริ่มมีครอบครัว รายจ่ายมากขึ้น ก็อาศัยรายได้จากตรงนี้มาช่วย วันที่ลูกสาวคลอด ผมไปถ่ายโฆษณาพอดี แฟนก็อยู่คนเดียวที่โรงพยาบาล พอเห็นลูกก็ตื้นตันใจ ร้องไห้ คนที่อยู่เตียงข้างๆ พอไม่เห็นพ่ออยู่ด้วย ก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นแม่มาคลอดตัวคนเดียว จนพูดว่า ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหล่ะ ไม่รักจริง ทิ้งๆ ขว้างๆ เล่ากันทีไร ก็ยังหัวเราะ ขำกันทุกที

รายรับไม่พอรายจ่าย : หนังสือสมัยก่อนอยู่ได้เพราะโฆษณาจริงๆ พอถึงจุดที่ไปต่อไม่ไหว ก็คุยกับเพื่อนๆ ว่าเราคงจะไม่ทำต่อ และก็ไม่ขายหัวหนังสือ ถึงแม้มีคนมาเสนอเงินหลักล้านให้ เพราะคิดกันว่า ถ้าเขาเอาไปแล้วดี เราก็คงรู้สึกเสียดาย แต่ถ้าเอาไปแล้วเสีย เราก็เสียชื่อเสียงที่สั่งสมมา สู้เก็บความรู้สึกดีๆ ไว้กับพวกเราดีกว่า

ชีวิตพลิกผัน : หลังหยุดทำหนังสือ ชีวิตยังต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ รับจ้างทำงานทางด้านศิลปะสารพัด โชคดีที่ได้รู้จักกับคนดีๆ คอยให้ความช่วยเหลือ จนผมได้แต่งงาน มีบ้านเป็นของตัวเอง ลูกสาวคลอดได้อยู่บ้านหลังใหม่ ได้เปิดโรงพิมพ์ มีงาน มีอาชีพที่มั่นคงขึ้น ยิ่งช่วงกิจการดีๆ เรียกว่าไม่เคยกินข้าวที่บ้านกันเลย ลูกๆ อยากได้อะไร ให้หมด ได้ออกรถคันใหม่

ไม่ทิ้งทักษะดั้งเดิม : ช่วงไปอยู่บ้านใหม่ เห็นว่ามีโครงการก่อสร้าง มีคนงาน เลยคิดจะขายข้าวแกง เพราะเป็นสิ่งที่เรามีติดตัวอยู่แล้ว ตื่นตีสี่ตีห้าไปตลาดเตรียมของ ขายดีพอสมควรเลย ทำให้เอาเรื่องราวตรงนี้ไปตั้งชื่อลูกคนแรกรู้แล้วว่าเป็นลูกสาว ให้ชื่อว่า ข้าวสวย ส่วนคนอื่นยังไม่รู้ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่ก็ตั้งไว้ก่อนเลย ยังไงก็จะให้ชื่อ แกงส้ม และ ขนมจีน แล้วเราก็มีลูกสามคนพอดี

เคล็ดลับเลี้ยงลูก : ตกลงกับแฟนกันตั้งแต่ก่อนมีลูกแล้วว่า ลูกอยากเรียนอะไร จะไม่ขัดเลย ไม่บังคับไปเรียน แม้กระทั่งกวดวิชา ก็ให้เลือกเอง อยากไปเล่นกีฬาอะไรก็ต้องให้เขาไปลอง
อย่าไปขัด อย่าปิดกั้น อย่าไปบังคับ อยากเรียนรู้อะไร ถ้าเรามีกำลังพอก็ให้เขาได้มีโอกาส เพราะเด็กถ้าไม่ชอบจริง ทำแค่ไม่กี่ครั้งก็ถอย แล้วค้นหาสิ่งที่ชอบจริงๆ ไปเรื่อยๆ มันต้องมีสักอย่างล่ะที่ชอบจริง แล้วสิ่งนั้นจะทำให้เขาใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิต

รักลูกต้องตี : ผมทำโทษลูก ทำผิดตีเดี๋ยวนั้น แล้วสอนเดี๋ยวนั้น ตีเสร็จแล้วต้องกอด คุยให้เข้าใจกันเลย ว่าเพราะอะไร อย่าปล่อยให้เขาไปหลบตามหลืบตามซอกโดยไม่อธิบาย เพื่อจะไม่ให้ติดใจอะไรกัน ลูกทุกคนจะมีไม้ประจำตัว พอรู้ตัวว่าทำผิดเขาจะกอดอกมาเลย เราก็ถามว่าผิดแบบนี้กี่ที ตีไปไม่มีร้อง กลัวเสียฟอร์ม แต่พอพ้นออกไป น้ำตาไหลพราก ขำก็ขำ สงสารก็สงสาร แต่เราต้องสั่งสอน แล้วก็ตกลงกันว่า พอ ป.6 จะไม่ตีลูกอีก เพราะเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เรื่องโซเชี่ยลทั้งหลาย เราไม่มีทางห้ามได้อยู่แล้ว แต่ให้รู้จักดูให้เป็นเวลา อย่าให้มามีปัญหาทีหลัง เราก็สอนไปตามวัย เลี้ยงลูกให้เป็นเพื่อนกัน ให้มีความรู้ว่า ถ้าเขาเห็นเราเป็นเพื่อน เขาจะไม่ปิดบังอะไรเราเลย มีอะไรก็เล่าให้เราฟัง ปรึกษากัน

ขึ้นได้ก็ลงได้ : อะไรที่สูงสุด ก็ต้องถึงเวลาตกลง พอยุคฟองสบู่แตก เศรษฐกิจย่ำแย่ งานที่เคยมีก็หายไปหมด รถก็ขาดส่งหลายเดือน จนตัดสินใจเข้าไปหาบริษัท จะยอมให้ยึด แต่เขาก็ใจดี ให้โอกาสผ่อนต่อ แล้วก็โชคดีอีกครั้งเมื่อการเมืองดีขึ้น งานพิมพ์กลับเข้ามาอีก เยอะจนฟื้น ขยายโรงพิมพ์เพิ่มได้ จนลูกเรียนจบ

ปิดโรงพิมพ์ : เมื่อสมาร์ทโฟนเข้ามา โซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเข้ามา หนังสือปิดตัวลงเป็นแถว ใหญ่ๆ ก็ยังไม่รอด โรงพิมพ์ปิดกันเยอะ แท่นพิมพ์ขายเป็นเศษเหล็ก จังหวะนั้นเราเองก็ถึงวัยเกษียณพอดี ที่ยังทำอยู่ในปัจจุบันคือ บริการทำรูปเล่ม เก็บ พับ เย็บ เข้าเล่ม โรงพิมพ์อื่นๆ ที่ไม่มีก็มาใช้บริการกับเรา ทำเพียงเพื่อให้พอพนักงานอยู่กันได้

เข้าวงการบันเทิงเต็มตัว : ย้อนกลับไปเมื่อจังหวะที่หนังสือปิด ก็อยากจะทำงานด้านบันเทิง จนได้ไปสมัครเรียนกับครูเล็ก ภัทราวดี วันที่ไปออดิชั่น ยังไม่ได้ทันเรียน ครูเล็ก เห็นแวววันต่อมาก็ส่งให้ไปเล่นละครเลย ภาพก็เริ่มออกมาเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เคยถ่ายแต่โฆษณา ก็เริ่มมาทำงานด้านละคร เล่นภาพยนตร์ จนผ่านไปเป็นสิบปีคนก็จำเราได้มากขึ้น ยิ่งช่วง แกงส้ม เข้าประกวด ก็ยิ่งเสริมให้คนที่เคยคุ้นหน้าเรา จำเราได้มากขึ้นว่าเป็นคุณพ่อแกงส้ม และพีคมากที่สุดจริงๆ จากบทเจ้าพระยาโกษาเหล็ก ในละครบุพเพสันนิวาส

ต้องดูแลตัวเอง : ความจำ เป็นสิ่งสำคัญ การอ่านหนังสือช่วยได้เยอะ, การดูหนังบ่อยๆ อย่างผมดูทุกแนว เพราะใช้เป็นครูสอนตัวเราได้ เราไม่รู้หรอกว่าวันหนึ่งอาจจะได้รับบทบาทไหนก็ยังไม่รู้ เพราะผู้จัดบอกว่า คาแร็คเตอร์อย่างเรา เล่นเป็นตัวไหน เป็นนายพล หรือเป็นพ่อค้าในตลาดก็ได้ จึงต้องเตรียมความพร้อมไว้เสมอ นักแสดงสูงวัย ไม่ค่อยจะมีมากนักในวงการ สาเหตุหนึ่งที่ทราบก็คือ ความจำ และ สุขภาพ ซึ่งในละครส่วนใหญ่ต้องการคนมารับบทผู้สูงวัย การจะทำงานนี้ได้นานๆ เราก็ต้องลับมีดให้คมไว้เสมอ เตรียมตัวให้พร้อม อย่างบทต้องท่องจำให้ได้ สุขภาพต้องแข็งแรง ไม่งั้นก็จบกันเลย

กิจกรรมเพื่อสุขภาพกาย : ขี่จักรยานให้ได้สามสิบกิโล, วิ่ง ให้ได้ราวสิบกิโล เริ่มจากเท่าที่ไหวก่อน แล้วค่อยๆ ทำต่อเนื่อง ก็จะเพิ่มระยะทางไปเรื่อยๆ ทำไปสักพักจะติดเป็นนิสัย หยุดแค่ไม่กี่วันร่างกายก็จะเตือนให้กลับมาทำ แล้วก็ต้องออกไปเที่ยว ไปเจอเพื่อนๆ บ้าง อย่าอยู่คนเดียว หรือจับเจ่าอยู่กับบ้าน อาจจะทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้

กิจกรรมเพื่อสุขภาพใจ : หาโอกาสปฏิบัติธรรมระยะสั้นๆ ไม่ซีเรียสด้วยว่าจะไปที่ไหน หรือกับท่านใด ถ้าเราไปหลายที่ก็จะได้รู้ว่า แต่ละแห่งนั้นไม่เหมือนกัน อย่างหลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ชาวเวียดนาม ที่หมู่บ้านพลัม เขาใหญ่ ก็ได้แนวทางปฏิบัติธรรมไปอีกอย่าง ของท่านคือไม่ต้องแปลบาลี ไม่เคร่งมาก สบายๆ เน้นไปในเรื่องสติมากกว่า อยู่บ้าน ก็มีห้องพระ บางครั้งก็ลองวิธีของท่านนั้นท่านนี้มาปฏิบัติดู แล้วก็ได้ผลทุกครั้ง ถ้าได้ทำสมาธิและอยู่ในสมาธิ ความเครียดจะคลายไปได้

งานอดิเรก : การวาดรูปคือสิ่งที่ทำตลอดมาไม่เคยหยุด ไม่เคยทิ้งเลย ผลงานมีอยู่มากพอสมควร เก็บไว้ดูคนเดียวก็เท่านั้น คิดว่าอยากจะชวนเพื่อนๆ ที่ชอบวาดรูปเหมือนกัน เปิดนิทรรศการ เพื่อขายผลงาน นำรายได้ทั้งหมดไปทำบุญ สาธารณะกุศล เผื่อใครชอบผลงาน ก็เหมือนกับได้ทำบุญร่วมกัน

ไม่หยุดฝัน ไม่หยุดคิด : ผมมีความฝันมาตั้งแต่เด็กจนโต แล้วโชคดีที่ฝันนั้นก็กลายเป็นจริง ถึงแม้จะช้าไปบ้าง อาจจะเป็นเพราะเรารอ แต่ก็พยายามคิด แล้วพยายามไปให้ถึงให้ได้ เคยอ่านหนังสือเดอะซีเคร็ต เขียนไว้ว่า ความคิดมันเหมือนเป็นพลังอย่างหนึ่ง ถ้าคุณไม่หยุด ทำไปด้วยคิดไปด้วย อะไรที่คุณอยากได้ อยากมี อยากทำ คิดเข้าไว้ ทำเข้าไว้ เดี๋ยวมันจะมาถึงเอง ผมก็ทำตามคำแนะนำนั้น เมื่อทำตาม เราก็ได้จริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้มาง่ายๆ ต้องไขว่คว้า ต้องดิ้นรน ค่อยๆ สร้างมันขึ้นมาเอง ทำให้เราเกิดความภาคภูมิใจ ปลื้มใจ

หยุดนิ่งไม่ได้ : แล้วทำยังไง ความสำเร็จนี้ ถึงจะอยู่ได้นาน เราก็ต้องรู้จักรักษา สิ่งแรกที่คิดคือ ต้องดูแลตัวเองก่อน ทั้งสุขภาพ และคุณภาพ อายุเราเยอะแล้ว แต่ไม่เคยหยุดเรียน มีคอร์สการแสดงเมื่อไหร่ ถึงจะอายุมากที่สุดในกลุ่มก็ไปเรียน เพราะอยากได้ความรู้

ไม่เก็บไว้คนเดียว : เมื่อได้มาแล้ว ก็นำไปถ่ายทอดต่อ ขยายผล ต่อยอดให้กับคนรุ่นใหม่ได้รับรู้ว่า โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว เราเองก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อีกกี่ปี ไม่ต้องการอะไรมากมายอีกแล้ว ขอแค่เลี้ยงตัวเอง เวลาว่างอยากไปเที่ยวไหนก็ได้ไป ทำผลงานละครให้ค่ายหรือประชาชนยอมรับว่า ดูเราแล้วเขาไม่เบื่อ ไม่รำคาญ มีจุดขาย แค่นี้ก็มีความสุขแล้วครับ.