ไอริณ ขันธะชวณะ

ไอริณ ขันธะชวณะ
Video & Medie Sale Lead
Google (Thailand) Company Limited

“คุณพ่อบอกว่า อยากให้เล่นกอล์ฟ เพราะจะได้รู้จักแพ้”…

“หมูกลม” (ไอริณ ขันธะชวณะ) ผู้หญิงเก่งในยุคที่เทคโนโลยีทำให้โลกหมุนเร็วเกินกว่าจะจินตนาการได้ทัน เริ่มบทสนทนาย้อนอดีตที่หล่อหลอมให้เธอ “แกร่ง” จนยากที่ใครจะคาดเดาได้จากรูปลักษณ์ภายนอก

“งานที่ทำมา มีลูกค้าเป็นชาวญี่ปุ่นค่อนข้างเยอะ ซึ่งทุกอย่างตกลงกันในสนามกอล์ฟ คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จักกันมาก่อน พอเห็นหน้า ไม่คิดว่าจะตีกอล์ฟเป็น แต่เราก็ชวนเขาเล่นหมุดผู้ชายด้วยกันตลอด เพราะไม่เคยเล่นหมุดผู้หญิงเลย พอจบรอบ เขาก็มักจะบอกว่า โดนเราหลอก” หมูกลม เล่าไปหัวเราะไป อย่างอารมณ์ดี…

คุณพ่อ (ยอดชาย ขันธะชวนะ) รู้ว่าตั้งแต่เด็ก หมูกลม เรียนหนังสือเก่ง มักจะทำอะไรต่างๆ ได้ดี โดยที่เธอไม่ต้องใช้ความพยายามมาก แต่สิ่งเดียวที่ไม่ถนัด ไม่เก่งเลย คือเรื่อง กีฬา

“เป็นคนไม่มีทักษะทางกีฬาเลยค่ะ ให้ตีเทนนิส ปิงปอง ก็ไปไม่รอด กีฬาอย่างเดียวที่เคยเล่นก่อนกอล์ฟคือ ครอสเวิร์ด”

คุณพ่อ คุณแม่ มีวิสัยทัศน์กับกอล์ฟชัดเจนมาก ท่านรู้ว่า หมูกลม เรียนหนังสือเก่ง ไม่ต้องทำอะไรถึงขนาด 100% ก็สอบผ่าน ได้เกรดดีๆ ด้วยลักษณะที่เป็นคนน่าจะ “เหลิง” ง่ายอยู่แล้ว ทำอะไรก็ดูเหมือนจะง่ายไปหมด เรียนไม่ต้องตั้งใจมากก็เรียนได้ ร้องเพลงเสียงก็พอไปได้โดยไม่ต้องซ้อมมาก แต่สิ่งเดียวที่ไม่เก่งเลยคือ กีฬา

“กอล์ฟเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่ พยายามเท่าไหร่ ทำยังไง ก็ไม่ได้ที่หนึ่งซะที ยังมีคนที่เหนือกว่า เก่งกว่า แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมเขาถึงทำได้ดีกว่า” หมูกลม บ่นถึงความยากในการจะเอาชนะกอล์ฟ

ตอนเล่นกอล์ฟแล้วแพ้กลับบ้าน หมูกลม รู้สึกว่า ไม่อยากเล่นกอล์ฟเลย เพราะทั้งเหนื่อย ทั้งท้อใจ เล่นยังไงก็ไม่ชนะ ทำยังไงก็ไม่ได้ดี เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่ถนัด แต่พ่อกลับบอกว่า “นั่นแหล่ะ คือสิ่งที่อยากให้เจอ นั่นคือบทเรียนที่ต้องไปเรียนรู้ จะแก้ไข จะจัดการกับปัญหายังไง” นั่นคือสิ่งที่ พ่อ กับ แม่ พยายามผลักดันให้ลูกสาวสู้กับกอล์ฟมาตลอด

เพราะนี่คือบทเรียนสำคัญที่จะสอนว่า “อย่าเหลิง” เมื่อมีสิ่งที่ทำได้ดี ย่อมต้องมีสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้ดีด้วยเสมอ นั่นแสดงว่า ต้องมีความมุมานะ อดทน ที่จะทำต่อไป สิ่งนี้แหล่ะคือ รู้จักคำว่า “แพ้เป็น” ทำให้เธอมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก ไม่จับจด “ให้มาตีกอล์ฟ ไม่ได้อยากให้ชนะ แต่อยากให้แพ้” นั่นคือสิ่งที่พ่อบอกลูกสาวไว้ตั้งแต่ต้น

สิ่งสำคัญที่ได้ติดตัวมาจากบทเรียนชีวิตที่สำคัญนี้ก็คือ “ความอึด” ที่ทำให้เธอมีความอดทนเป็นพิเศษ อาจจะมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ต้องหาทางแก้ไขให้เจอ ต้องทำให้ได้ นั่นคือการเพิ่ม “ความถึก” เพราะ “เมื่อแพ้ ก็แค่ล้มตอนนั้น แต่เราก็ต้องลุก แล้วเดินต่อไปให้ได้”

หมูกลม เคยสงสัย ตั้งคำถามอยู่หลายครั้ง… “พ่อ บังคับให้ตีกอล์ฟทำไม?” แต่สุดท้าย เธอก็ได้เรียนรู้ว่า นี่เป็นการฝึกจิตให้แข็ง ซึ่งมีเด็กอีกมาก ที่อาจจะไม่เคยผ่านความล้มเหลว หรืออาจจะมีผู้ปกครองคอยช่วยเหลือทุกสิ่งทุกอย่าง จนรู้สึกว่า ชีวิตนี้ไม่เคยแพ้ และเมื่อเกิดความผิดหวัง ไม่ว่าจะเรื่องอะไร ก็ไม่อาจจะรับมือได้

“โลกแห่งความเป็นจริงมันมีความโหดร้ายอยู่เสมอค่ะ ดังนั้นจึงต้องให้เรียนรู้ถึงความพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ภายใต้สถานการณ์ที่เราต้องควบคุมมันให้ได้… ตีกอล์ฟแพ้ก็ไม่ตายหรอก ก็ปล่อยให้แพ้ไปก่อน จะได้รู้ว่า แพ้เป็นยังไง จะจัดการยังไง ในโลกแห่งความเป็นจริง ล้มแล้วไม่มีฟูกมารองรับ จะได้ยืนเป็น” เธอกล่าวถึงความพ่ายแพ้ในวัยเด็ก ที่ช่วยทำให้ชีวิตเข้มแข็งขึ้น

และเมื่อย้อนถามกลับไปถึงจุดเริ่มการเล่นกอล์ฟอย่างจริงจังของเธอ ก็ได้รับคำตอบที่ หมูกลม เล่าไปหัวเราะไป

“บ้านนี้ ลูกทำอะไรเล่นๆ แต่ พ่อ แม่ เอาจริงเอาจังค่ะ”

ตอน 7 ขวบ หมูกลม เห็นพ่อไปไดร์ฟกอล์ฟ รู้สึกว่าน่าสนุกดี แต่ที่บ้านนั้น หากลูกสนใจอะไร พ่อก็จะสนับสนุนให้เล่นอย่างจริงจัง ส่งไปเรียนกับโปรทันที คนแรกคือโปรชาลี อีกคนคือโปรนิด (สิทธิศักดิ์ นันทเทิม) พอออกรอบแค่ครั้งที่ 4 ก็จับลงแข่งแล้ว

หมูกลม เล่นกอล์ฟเพราะความรู้สึกเกรงใจที่พ่อแม่ทุ่มเทให้ โชคดีที่มีเพื่อนที่เล่นด้วยกัน ไปด้วยกัน และการได้ฝึกซ้อมบ่อยๆ ทักษะก็ค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น จากตีไม่ได้เรื่องเลย ก็เริ่มขยับฝีมือขึ้นมาเรื่อยๆ จนติดทีมชาติหญิง แต่ก็ยอมรับว่า ยังไปไม่ถึงขั้นขึ้นเป็นที่ 1 อาศัยเกาะกลุ่มตามเพื่อนๆ ไป ที่ 2 บ้าง ที่ 3 บ้าง ส่วนคนที่เป็นแชมป์ ตียังไงก็ยังสู้ไม่ได้ แต่ในที่สุดก็ผ่านการคัดตัว ติดอยู่ในรายชื่อ นักกอล์ฟทีมชาติ ในการแข่งขันทีมถ้วยพระราชทาน “ควีนสิริกิติ์” เมื่อปี 2544 โดยร่วมทีมกับ ธิติยา พฤกษ์สถาพร และ อรนรินทร์ สัตยาบรรพต

ถึงแม้จะเริ่มไปได้สวยในแวดวงกอล์ฟ แต่เธอก็ยังคงยืนยันความคิดเดิมมาโดยตลอดว่า “ไม่เคยคิดจะเทิร์นโปรเลยค่ะ รู้สึกว่าเอาดีทางเรียนจะถนัดกว่า”

ดนตรี ก็เป็นอีกสิ่งที่ หมูกลม ได้มีโอกาสแสดงถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมของเธอ ควบคู่ไปกับกอล์ฟ แต่จุดเริ่มก็เหมือนกันอีก เพราะเธอบอกว่า “ลูกร้องเล่นๆ แต่แม่เอาจริง”

เมื่อเด็กๆ หมูกลม ร้องเพลงอย่างร่าเริงอยู่ในห้องน้ำ คุณแม่ (สุชาดา ขันธะชวนะ) ได้ยินแล้วรู้สึกว่ามีแวว ก็จับร้องเพลงอัดเทปกันในห้องน้ำ แล้วส่งไปประกวด เธอได้ไปเรียนร้องเพลงเป็นเรื่องเป็นราว กับ ครูแอน (นันทนา บุญหลง) ตอนนั้นอายุแค่ 8 ขวบ ผ่านการคัดเลือกของเวที สยามกลการ เข้าไปจนถึงเกือบรอบสุดท้าย “ตอนนั้นมีแรงฮึด รู้สึกว่าตัวเองทำได้ อยากสู้ต่อค่ะ” พอปีต่อมา เธอก็ผ่านเข้าไปจนถึงรอบสุดท้าย ได้ไปร้องบนเวทีชิงชนะเลิศที่ศูนย์ประชุมสิริกิติ์ ด้วยวัย 9 ขวบ ซึ่งปีนั้น ทาทา ยัง เป็นผู้ชนะ

“ตามสไตล์ชีวิตเลยค่ะ ไม่ได้ที่ 1 อีกตามเคย มาเป็นที่ 4 ซึ่งเค้ามีถ้วยให้แค่ 3 รางวัล แต่นั่นก็ทำให้ดีใจมากแล้วค่ะ”

ในความพ่ายแพ้ก็ยังมีความโชคดี เพราะ พี่บอย โกสิยพงษ์ เพิ่งเปิดค่ายเพลงใหม่เอี่ยม แล้วกำลังทำเพลงให้กับ ผึ้งน้อย พอดีมีคนที่รู้จักทั้งพี่บอยและหมูกลม เห็นเธอร้องเพลง เลยแนะนำให้กับพี่บอย, หมูกลม จึงกลายเป็นศิลปินคนแรกๆ ของค่ายเบเกอรี่ เป็นเพลงสอนภาษาอังกฤษสำหรับเด็ก แล้วก็มีร้องเพลงจิงเกิ้ลโฆษณา “ยังจำเนื้อร้องได้ติดปากอยู่เลย”

พออายุราว 12 พี่บอย เตรียมจะทำ Project H ก็เรียกตัว หมูกลม เข้าไปหา ปรากฏว่า “ทั้งอ้วนทั้งดำเลยค่ะ” เพราะช่วงนั้นเล่นกอล์ฟหนักมาก ก็ต้องพับเรื่องร้องเพลงไป ต่อมา ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัยแล้ว พี่บอย ก็ให้โอกาสอีก ซึ่งเธอต้องส่งการบ้านให้พี่บอย เป็นการเขียนไดอารี่ เล่าชีวิตให้ฟังสามเดือนติดต่อกัน เพื่อจะได้นำเรื่องราวไปร้อยเรียงเป็นบทเพลงของเธอโดยเฉพาะ แต่เพราะทั้งงาน ทั้งเรียนหนัก “เขียนส่งได้แค่เดือนเดียวก็ยอมแพ้ค่ะ ทำให้ชีวิตนี้เหลือแต่การร้องคาราโอเกะให้เพื่อนๆ ฟัง หรือขึ้นเวทีตามงานเลี้ยงของบริษัท” คนที่ได้ฟังเธอร้องเพลงส่วนใหญ่ก็จะแปลกใจว่าทำไมถึงทำได้ดีมากเหมือนนักร้องอาชีพ เพราะไม่รู้กันว่า เธอเคยร้องเพลงถึงขั้นประกวดมาก่อน

ถึงแม้จะมากความสามารถ แต่เจ้าตัวกลับบอกว่า ก่อนหน้าสมัยยังเป็นเด็กนั้น

“โคตรขี้เกียจเลยค่ะ” เธอจึงไม่ใช่เด็กตั้งใจเรียนแบบนั่งหน้าห้อง หรือคอยยกมือตอบคุณครู, หมูกลม เคยอ่านเจอบทความในหนังสือมาว่า “เด็กขี้เกียจ จริงๆ แล้วฉลาด” เพราะจะต้องหาทางที่สั้นที่สุด ในการทำอะไรให้ได้เร็วที่สุด และ สมบูรณ์ที่สุด จะได้ทำทีเดียวจบ

แต่กว่าจะตั้งตัวได้ ก็ผ่านช่วงที่ยากลำบากมาเหมือนกัน “ม.ต้น เคยเกเร ไม่สนใจเรียน ถึงขนาดเดินเข้าห้องสอบไปแล้ว ยังไม่รู้เลยว่า สอบวิชาอะไร ตอนเรียนมหาวิทยาลัย บางวันแม่ขับรถมาส่งประตูหน้า พอลงรถก็ชวนเพื่อนออกประตูหลัง โดดเรียนไปร้องคาราโอเกะ แม่ก็เพิ่งมารู้ความจริงเมื่อเร็วๆ นี้เอง” หมูกลม เล่าวีรกรรมพร้อมเสียงหัวเราะ

“เป็นคนแคร์ว่า ชีวิตต้องมีความสุข แต่ก็ต้องมีวินัยกับตัวเองเช่นกัน อย่างพอถึง ม.ปลาย ตระหนักได้ว่า ชีวิตต้องจริงจัง ต้องกลับมาตั้งใจเรียน ตอนอยู่มหาวิทยาลัย เวลาจะสอบก็ต้องอ่านหนังสือ ไม่งั้นแล้วชีวิตคงไปไม่รอด”… นี่คือเคล็ดลับการเรียนเก่งของเธอ

หมูกลม ชัดเจนกับการเรียนว่า จะเลือกเรียนอักษรศาสตร์ เพราะมีพื้นฐานมาทางนี้ ทั้งคุณพ่อคุณแม่ ก็ทำงานเกี่ยวกับภาษากันอยู่แล้ว และได้เข้าเรียนในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมใจตามที่ใฝ่ฝัน โดยเลือกเอกภาษาอังกฤษ โท การละคร และ จิตวิทยา ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอชอบ จึงทำให้ผลการเรียนออกมาค่อนข้างดี

“การเรียนอักษรฯ ไม่ใช่ทักษะที่ทำได้แค่อาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่ยังทำให้คนเป็นคนที่ลึกขึ้น นอกจากจะใช้ภาษาได้คล่องแล้ว ยังสอนให้รู้จักการวิเคราะห์ชีวิตผ่านตัวหนังสือ ต้องอ่านวรรณกรรม เพื่อตอบคำถามว่านิสัยใจคอของแต่ละตัวละครเป็นอย่างไร ตอนเรียนอาจจะรู้สึกว่าน่าเบื่อ แต่เมื่อโตขึ้นก็มาเข้าใจว่า สิ่งเหล่านี้ได้สอนให้รู้จักใช้ทักษะการวิเคราะห์เหล่านี้กับคนจริงๆ ไม่ใช่กับตัวเลข หรืออะไรอย่างอื่น เพราะวรรณกรรมที่ดีๆ จะแสดงให้เห็นถึงมุมมองของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป ทำให้รู้สึกชื่นชมความหลากหลายเหล่านี้ และยังทำให้มีทักษะในการเล่าเรื่องราวต่างๆ ในมุมมองของตัวเองด้วยค่ะ”

สำหรับชีวิตในปัจจุบันนี้ หมูกลม บอกว่า “ทำงานหนักมาก แต่ก็สนุกมากด้วย” เพราะได้ทำในสิ่งที่เธอรัก ทำให้เพลิดเพลินไปกับการใช้ชีวิต ทุกวันมีสีสัน ทำงานแบบเล่น เล่นแล้วได้งาน แต่ทุกอย่างจริงจัง

“คิดว่า Work Life Balance มันไม่มีจริง แต่เป็นสิ่งที่เราจะต้องจัดสรรปันส่วนในชีวิตของเราเอง ถ้าความสุขของเรา อยู่ที่การได้กลับบ้านไปนอน ไปเจอคนโน้นคนนี้ ทางเลือกของชีวิตก็จะแตกต่างกันไป แต่ถ้าความสุขของเราคือการทำอะไรให้ท้าทายตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ เราก็ต้องเลือกทำงานหนักให้เต็มที่ แล้วหาเวลาพักให้เต็มที่เหมือนกัน และยิ่งด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบัน วิธีการทำงานอาจจะไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิศหรืออยู่ประจำแค่ที่ใดที่หนึ่ง เราอาจจะทำงานจากที่ไหนก็ได้ค่ะ”

“รู้สึกขอบคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่บังคับให้ตีกอล์ฟตั้งแต่เด็ก บทเรียนสำคัญที่สุด ในยุคที่โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากๆ ก็คือ คนเราต้องรู้จักแพ้ให้เป็น และ ถึก ให้ได้”

สิ่งที่พยายามกันมาในวันนั้นไม่สูญเปล่า เพราะส่งผลมาถึงกระทั่งวันนี้ หมูกลม จึงมี ลักษณะเฉพาะตัวที่ชัดเจน เป็นคน สู้ไม่ถอย ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ ถึงคนอื่นอาจจะถอยไปแล้ว แต่เธอก็ยังจะสู้ต่อไปได้อีก หาทางเอาชนะอุปสรรค แก้ปัญหานั้นให้ได้ นั่นคือ สิ่งที่ทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ทำให้เธอก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้

“กอล์ฟ ทำให้รู้ว่า ชีวิตนี้มันไม่แฟร์ ซึ่งมันคือความจริง เหมือนคุณตีช็อตนั้นได้ดีที่สุดแล้ว แต่ลูกตกไปในไดวอท ก็เหมือนกับชีวิตจริง ถึงแม้คุณทำดีที่สุดแล้ว แต่บางครั้งถ้าผลลัพธ์มันกลับออกมาไม่ดี ก็ไม่ต้องโวยวาย ไม่ต้องตีโพยตีพาย แพ้ ก็แค่ล้ม, ลุกขึ้นใหม่ แล้วมุ่งมั่นเดินหน้าต่อไป แค่นี้เองค่ะ”